การออกบูธครั้งแรก หลายธุรกิจเจอปัญหาเหมือนกันคือ “บูธดูธรรมดา ไม่ดึงดูด และภาพลักษณ์ไม่มืออาชีพ” ทั้งที่ลงทุนไม่น้อย คำถามคือ…ถ้าอยาก รับทำบูธให้ภาพลักษณ์ดูโปรตั้งแต่ครั้งแรก ต้องเริ่มจากอะไร?

ทำไม “ภาพลักษณ์บูธ” ถึงสำคัญกว่าที่คิด?
ในงานแสดงสินค้า (Trade Show / Exhibition) ผู้เข้าชมใช้เวลาเพียง 3–5 วินาทีแรกในการตัดสินใจว่า “จะเดินเข้าบูธหรือไม่”
บูธที่ดูโปรจะ:
- ✅ สร้างความน่าเชื่อถือทันที
- ✅ ทำให้แบรนด์ดูมีมาตรฐาน
- ✅ เพิ่มโอกาสปิดการขาย
- ✅ ทำให้ทีมขายทำงานง่ายขึ้น
ดังนั้น การรับทำบูธที่ดี ไม่ใช่แค่สวย แต่ต้อง “สื่อสารแบรนด์ได้ชัด”
ขั้นตอนที่ 1: เริ่มจาก “เป้าหมายของการออกบูธ”
ก่อนออกแบบ ต้องตอบคำถามนี้ให้ชัด:
- ออกบูธเพื่อขายของทันที?
- เพื่อเก็บรายชื่อลูกค้า (Lead)?
- เพื่อสร้างแบรนด์?
- เพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่?
🎯 ถ้าเป้าหมายต่างกัน การออกแบบบูธจะต่างกันทันที
ตัวอย่าง:
- ถ้าเน้นขาย → ต้องมีพื้นที่เจรจาและป้ายโปรโมชั่นชัด
- ถ้าเน้นภาพลักษณ์ → ต้องเน้นดีไซน์ โลโก้ แสง และวัสดุพรีเมียม
ขั้นตอนที่ 2: วางคอนเซ็ปต์และ Brand Positioning
บูธที่ดูโปรต้องมี “คอนเซ็ปต์เดียวกันทั้งบูธ”
องค์ประกอบที่ต้องชัด:
- โทนสี (ตรงกับ CI)
- Mood & Tone (โมเดิร์น / พรีเมียม / เทคโนโลยี / มินิมอล)
- ฟอนต์และกราฟิก
- ภาพสินค้าและ Key Message
💡 หลักง่าย ๆ คือ
“คนเดินผ่านต้องรู้ทันทีว่าคุณทำธุรกิจอะไร”
ขั้นตอนที่ 3: เลือกโครงสร้างบูธให้เหมาะกับพื้นที่
ประเภทบูธที่พบบ่อย:
1️⃣ บูธมาตรฐาน (Standard Booth)
- เหมาะกับงบเริ่มต้น
- ต้องเน้นกราฟิกให้โดดเด่น
2️⃣ บูธสั่งทำพิเศษ (Custom Booth)
- ดีไซน์อิสระ
- ภาพลักษณ์มืออาชีพสูง
- สร้างจุดถ่ายรูปได้
3️⃣ บูธโครงสร้างเหล็ก + Lightbox
- ดูโมเดิร์น
- แสงช่วยเพิ่มความพรีเมียม
ขั้นตอนที่ 4: ออกแบบเลย์เอาต์ให้ “เดินง่าย ไม่อึดอัด”
เลย์เอาต์ที่ดีต้องคำนึงถึง:
- ทางเดินเข้าออก
- จุดดึงสายตา (Hero Area)
- โซนพูดคุย
- จุดวางสินค้า
- พื้นที่เก็บของ
❌ อย่าวางเคาน์เตอร์ขวางทางเข้า
❌ อย่าใส่ข้อมูลแน่นเกินไป
หลักการคือ
“โปร่ง โล่ง ชัด”
ขั้นตอนที่ 5: ใช้แสงและวัสดุให้ดูพรีเมียม
สิ่งที่ทำให้บูธดูแพงขึ้นทันที:
- Lightbox Backdrop
- ซ่อนไฟ LED ในชั้นวาง
- พื้นลามิเนตสีไม้ / กระเบื้องลายหิน
- โครงสร้างสีดำด้าน / สีขาวคลีน
แสงที่ดีช่วยให้:
- สินค้าดูดีขึ้น
- คนถ่ายรูปเยอะขึ้น
- บูธโดดเด่นกว่าเพื่อนบ้าน
ขั้นตอนที่ 6: ใส่ “จุดหยุดสายตา” (Stopper Point)
บูธมืออาชีพต้องมีอย่างน้อย 1 จุดที่ทำให้คนหยุด เช่น:
- จอ LED ขนาดใหญ่
- สินค้าขนาด Oversize
- โครงสร้างสูงกว่าบูธข้าง ๆ
- จุดถ่ายรูปพร้อมโลโก้
เพราะในงานใหญ่ การแข่งขันสูงมาก
ถ้าไม่มีจุดเด่น คนจะเดินผ่านทันที
ขั้นตอนที่ 7: เตรียมทีมงานให้ดูโปร
บูธสวยอย่างเดียวไม่พอ
ทีมต้อง:
- แต่งกายโทนเดียวกัน
- รู้สคริปต์แนะนำสินค้า
- มี QR Code / Line Official พร้อม
- มีนามบัตร / แคตตาล็อกครบ
บูธโปร = ดีไซน์ + ทีม + การเตรียมการ
งบประมาณควรเริ่มต้นเท่าไหร่?
โดยทั่วไป (ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่)
- บูธ 3×3 เมตร → เริ่มต้นหลักหมื่นปลาย
- บูธ Custom → หลักแสน
- บูธโครงสร้างใหญ่ → หลายแสนถึงล้าน
ราคาขึ้นกับ:
- วัสดุ
- ความสูงโครงสร้าง
- ระบบไฟ
- งานกราฟิก
- ระยะเวลาติดตั้ง
สรุป: ถ้าอยากให้บูธดูโปรตั้งแต่ครั้งแรก ต้องทำ 5 อย่างนี้
- ตั้งเป้าหมายให้ชัด
- วางคอนเซ็ปต์ให้ตรงแบรนด์
- ออกแบบเลย์เอาต์โปร่ง โล่ง
- ใช้แสงและวัสดุยกระดับภาพลักษณ์
- เตรียมทีมให้พร้อมขาย
การรับทำบูธที่ดี ไม่ใช่แค่สร้างโครงสร้าง แต่คือ “สร้างความประทับใจแรก”
FAQ
Q: รับทำบูธให้ดูโปรต้องเริ่มจากอะไร?
A: เริ่มจากกำหนดเป้าหมายการออกบูธ วางคอนเซ็ปต์แบรนด์ และออกแบบเลย์เอาต์ให้เหมาะกับพื้นที่ ก่อนเลือกวัสดุและระบบแสง
Q: บูธ 3×3 ทำยังไงให้ดูแพง?
A: ใช้ Lightbox, โทนสีเรียบ, โครงสร้างโปร่ง และมีจุดเด่น 1 จุด เช่น โลโก้ไฟ LED
Q: บูธ Custom คุ้มค่าหรือไม่?
A: คุ้มค่าสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์ระยะยาว โดยเฉพาะงานใหญ่ระดับประเทศ
Q: ใช้เวลาทำบูธกี่วัน?
A: ออกแบบ 7–14 วัน / ผลิต 7–30 วัน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อน
รับทำบูธ #ออกแบบบูธ #บูธแสดงสินค้า #BoothDesign #ExhibitionBooth #รับสร้างบูธ #บูธมืออาชีพ #ออกบูธยังไงให้ปัง #BoothConstruction #งานแสดงสินค้า
หากสนใจติดต่อได้ที่ Facebook นี้ได้เลย คลิ๊ก!!
ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่ 👈



