รับทำบูธพร้อมพื้นที่เก็บสต๊อก สำหรับพื้นที่จำกัด

บูธที่ต้องเก็บสต๊อกสินค้าในพื้นที่จำกัดควรแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ พื้นที่แสดงสินค้า พื้นที่ใช้งานของทีม และพื้นที่เก็บสต๊อก โดยพื้นที่เก็บของควรซ่อนอยู่หลังผนัง ใต้เคาน์เตอร์ หลังชั้น Display หรือภายใน Storage Room ขนาดเล็ก เพื่อไม่ให้รบกวนภาพรวมของบูธ สิ่งสำคัญคือไม่ควรออกแบบจากความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องประเมินจำนวนสินค้า ขนาดกล่อง ความถี่ในการหยิบสินค้า และจำนวนพนักงานที่ใช้งานจริงตลอดทั้งวันด้วย

รับทำบูธให้เหมาะกับการเก็บสต๊อกสินค้าในพื้นที่จำกัด วางแผนดี บูธสวย และทำงานจริงได้

รับทำบูธ
รับทำบูธ

การออกบูธในงานแสดงสินค้าหลายครั้งไม่ได้มีหน้าที่แค่โชว์สินค้าให้สวยเท่านั้น แต่ยังต้องรองรับการขายจริง แจกตัวอย่างสินค้า เติมสินค้าระหว่างวัน และเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในพื้นที่ที่ค่อนข้างจำกัด ดังนั้นการเลือก รับทำบูธ ที่เข้าใจเรื่องการจัดพื้นที่และการเก็บสต๊อกจึงมีผลต่อการทำงานของทีมอย่างมาก

โดยเฉพาะบูธขนาด 3×3 เมตร, 3×6 เมตร หรือพื้นที่หัวมุมที่ต้องการเปิดรับผู้เข้าชมหลายด้าน หากจัดพื้นที่ไม่เหมาะสม กล่องสินค้าและของสำรองอาจกลายเป็นสิ่งที่ทำให้บูธดูรก ทางเดินแคบ และกระทบภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้

บทความนี้จะพาไปดูแนวทางออกแบบและ รับทำบูธที่มีพื้นที่เก็บสต๊อก อย่างเป็นระบบ โดยยังรักษาพื้นที่สำหรับจัดแสดงสินค้าและพูดคุยกับลูกค้าได้อย่างลงตัว


ทำไมพื้นที่เก็บสต๊อกจึงสำคัญสำหรับการออกบูธ?

ในงาน Exhibition หรือ Event หนึ่งงาน ทีมขายอาจต้องเตรียมสิ่งของมากกว่าที่ผู้เข้าชมมองเห็น เช่น

  • สินค้าสำรอง
  • กล่องบรรจุสินค้า
  • เอกสารและแคตตาล็อก
  • ของพรีเมียมและของแจก
  • ถุงบรรจุสินค้า
  • อุปกรณ์สำหรับพนักงาน
  • สายไฟ ปลั๊กพ่วง และอุปกรณ์สำรอง
  • กระเป๋าและของใช้ส่วนตัวของทีมงาน

ถ้าไม่มีพื้นที่จัดเก็บโดยเฉพาะ ของเหล่านี้มักจะถูกนำไปวางใต้โต๊ะ หลังเคาน์เตอร์ หรือมุมบูธ ส่งผลให้บูธที่ออกแบบมาสวยตั้งแต่แรกดูไม่เรียบร้อยเมื่อเปิดใช้งานจริง

การเลือกบริษัท รับทำบูธ จึงควรพิจารณาทั้งงานออกแบบและประสบการณ์ในการวางระบบพื้นที่ใช้งานจริงควบคู่กัน


1. เริ่มจากประเมินจำนวนสต๊อกก่อนออกแบบบูธ

ก่อนออกแบบควรตอบให้ได้ก่อนว่า ภายในบูธต้องเก็บสินค้าอะไร และมีจำนวนประมาณเท่าไร

ตัวอย่างเช่น หากเป็นบูธขายสินค้า อาจมีสินค้าหลายสิบหรือหลายร้อยชิ้น ขณะที่บูธประเภทบริการอาจต้องการเพียงพื้นที่เก็บเอกสาร กระเป๋า และของพรีเมียม

ตัวอย่างการวางแผน

ประเภทสิ่งของปริมาณโดยประมาณพื้นที่เก็บที่เหมาะสม
เอกสาร / Brochureน้อยลิ้นชักใต้เคาน์เตอร์
ของแจกปานกลางตู้เก็บของ
สินค้ากล่องเล็กปานกลางชั้นเก็บของหลัง Display
สินค้าหลาย SKUมากStorage Room
กล่องขนาดใหญ่มากห้องเก็บของด้านหลัง
กระเป๋าทีมงาน3–10 ใบตู้เก็บของภายใน

การแจ้งข้อมูลเหล่านี้กับทีม รับทำบูธ ตั้งแต่ช่วงเริ่มออกแบบจะช่วยให้จัดสรรพื้นที่ได้แม่นยำกว่าการแก้ไขภายหลัง


2. แบ่งพื้นที่บูธเป็น Front Zone และ Back Zone

หนึ่งในวิธีออกแบบบูธที่มีประสิทธิภาพคือแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 โซนหลัก

Front Zone

เป็นพื้นที่ที่ลูกค้ามองเห็นและเข้าใช้งาน เช่น

  • เคาน์เตอร์ต้อนรับ
  • จุดแสดงสินค้า
  • จอ TV หรือ LED
  • พื้นที่ทดลองสินค้า
  • โต๊ะพูดคุย
  • จุดถ่ายรูป

Back Zone

เป็นพื้นที่สำหรับทีมงาน เช่น

  • Storage
  • สต๊อกสินค้า
  • กระเป๋าพนักงาน
  • อุปกรณ์สำรอง
  • จุดชาร์จอุปกรณ์
  • ของแจก

การแบ่ง Front และ Back Zone อย่างชัดเจนช่วยให้ส่วนที่ลูกค้ามองเห็นดูสะอาดและเป็นระเบียบ แม้ด้านหลังจะต้องรองรับสินค้าเป็นจำนวนมาก


3. ใช้ Storage Room ขนาดเล็กแทนการวางกล่องไว้หลังบูธ

สำหรับบูธตั้งแต่ประมาณ 18–24 ตารางเมตรขึ้นไป การทำ Storage Room ขนาดเล็กมักเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า

ไม่จำเป็นต้องทำห้องเก็บของขนาดใหญ่เสมอไป เพราะห้องประมาณ 1×1.5 หรือ 1.5×2 เมตร หากวางชั้นเก็บของในแนวตั้งอย่างเหมาะสมก็สามารถเพิ่มความจุได้มาก

ข้อดีคือ

  • ซ่อนกล่องสินค้าได้
  • บูธดูเรียบร้อย
  • ทีมงานหยิบสินค้าได้ง่าย
  • ลดโอกาสสินค้าสูญหาย
  • ใช้เก็บของส่วนตัวพนักงานได้
  • ช่วยให้พื้นที่ด้านหน้าดูเป็นมืออาชีพ

สำหรับงาน รับทำบูธ Exhibition ห้องเก็บของถือเป็นฟังก์ชันที่ควรวางแผนตั้งแต่ขั้นตอน 3D Design


4. ใช้พื้นที่ใต้เคาน์เตอร์ให้เกิดประโยชน์

พื้นที่ใต้เคาน์เตอร์เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มักถูกมองข้าม

แทนที่จะทำเคาน์เตอร์เป็นโครงเปล่า สามารถออกแบบให้เป็น

  • ตู้บานเปิด
  • ลิ้นชัก
  • ชั้นวางของ
  • ช่องสำหรับเก็บถุง
  • ช่องเก็บเอกสาร
  • ช่องสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้า

วิธีนี้เหมาะกับบูธพื้นที่เล็ก เพราะไม่ต้องเสียพื้นที่เพิ่มเติมในการทำห้อง Storage

โดยเฉพาะบูธ 3×3 เมตร การใช้เคาน์เตอร์แบบ Multifunction สามารถเพิ่มพื้นที่เก็บของได้โดยแทบไม่กระทบพื้นที่ใช้งานหลักเลย


5. ออกแบบ Display ให้เป็นพื้นที่เก็บของในตัว

ชั้น Display ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่แค่โชว์สินค้า

ด้านล่างของชั้นสามารถออกแบบเป็นตู้ทึบสำหรับเก็บสินค้าเพิ่มเติมได้ เช่น

ด้านบน: แสดงสินค้า

ตรงกลาง: ข้อมูลสินค้า

ด้านล่าง: เก็บสต๊อก

แนวทางนี้ช่วยให้สามารถเติมสินค้าได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเดินกลับไปยัง Storage Room ทุกครั้ง

เหมาะกับบูธประเภท

  • เครื่องสำอาง
  • อาหารและเครื่องดื่ม
  • อุปกรณ์อุตสาหกรรม
  • เครื่องมือ
  • อุปกรณ์เซฟตี้
  • สินค้า Consumer Product

6. ใช้พื้นที่แนวตั้งแทนการใช้พื้นที่พื้น

พื้นที่บูธมีข้อจำกัดในแนวนอน แต่สามารถเพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวตั้งได้

ตัวอย่างเช่น Storage สูงประมาณ 2–2.4 เมตร สามารถแบ่งชั้นเก็บสินค้าออกเป็นหลายระดับ

ตัวอย่างการแบ่ง

ระดับเหมาะสำหรับ
ชั้นบนของที่หยิบน้อย
ระดับสายตาของที่หยิบเป็นระยะ
ระดับเอวสินค้าที่หยิบบ่อย
ชั้นล่างกล่องหรือของหนัก

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรวางของหนักไว้สูงเกินไป เพราะอาจทำให้หยิบลำบากหรือเกิดอันตรายระหว่างทำงาน


7. วางตำแหน่งประตู Storage ให้ทีมงานเข้าถึงง่าย

อีกหนึ่งจุดที่สำคัญคือประตูห้องเก็บของ

ตำแหน่งที่เหมาะสมควร

  • อยู่ใกล้จุดขาย
  • ไม่ขวางทางลูกค้า
  • ไม่เปิดชนโต๊ะหรือเก้าอี้
  • ไม่ทำลายจุดเด่นของผนังบูธ

หลายบูธเลือกใช้ Hidden Door โดยทำประตูให้กลืนไปกับผนัง Graphic หรือผนังโลโก้

วิธีนี้ทำให้มองจากด้านหน้าบูธแทบไม่รู้ว่ามี Storage อยู่ด้านหลัง


8. สินค้าขายดีควรอยู่ใกล้จุดขาย

หากเป็นบูธที่มีการขายสินค้าโดยตรง ไม่ควรวางสินค้าทุกชนิดไว้ในตำแหน่งเดียวกัน

สามารถแบ่งเป็น

Fast Moving Product

วางใกล้เคาน์เตอร์หรือใต้ Display เพื่อเติมสินค้าได้ทันที

Slow Moving Product

เก็บไว้ภายใน Storage Room

Backup Stock

วางไว้ด้านในสุดหรือชั้นบน

วิธีนี้ช่วยลดเวลาที่พนักงานต้องเดินเข้าออก Storage และทำให้การบริการลูกค้ารวดเร็วขึ้น


9. อย่าใช้พื้นที่ Storage มากเกินไป

แม้พื้นที่เก็บของจะสำคัญ แต่ถ้าทำใหญ่เกินไปก็จะลดพื้นที่ขายและพื้นที่ต้อนรับลูกค้า

ควรหาสัดส่วนที่เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานจริง

ตัวอย่างสัดส่วนเบื้องต้น

ประเภทบูธพื้นที่ Displayพื้นที่ลูกค้าStorage
เน้น Branding50%40%10%
เน้นขายสินค้า45%35%20%
สินค้าจำนวนมาก40%30%30%
เน้นเจรจาธุรกิจ30%60%10%

ตัวเลขนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น เพราะพื้นที่จริงควรปรับตามจำนวนสินค้าและรูปแบบของงาน


10. เลือกชั้นเก็บของให้เหมาะกับสินค้า

การใช้ชั้นภายใน Storage ช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บได้มาก แต่ไม่ควรเลือกจากขนาดเพียงอย่างเดียว

ควรพิจารณา

  • น้ำหนักสินค้า
  • ขนาดกล่อง
  • ความสูงที่หยิบสะดวก
  • จำนวน SKU
  • จำนวนครั้งที่ต้องหยิบสินค้า
  • ความแข็งแรงของชั้น

หากเป็นสินค้าที่มีหลายรุ่น ควรแบ่งช่องหรือระบุตำแหน่งให้ชัดเจน เพื่อให้พนักงานหลายคนสามารถหาสินค้าได้รวดเร็ว


11. ออกแบบทางเดินให้ไม่ชนกันระหว่างทีมงานและลูกค้า

ข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือออกแบบ Storage ได้เพียงพอ แต่ตำแหน่งกลับทำให้พนักงานต้องเดินผ่านพื้นที่ลูกค้าทุกครั้งที่เติมสินค้า

แนวทางที่ดีกว่าคือสร้างเส้นทางการทำงานประมาณนี้

Storage → Display → จุดขาย → ลูกค้า

แทนที่จะเป็น

Storage → โต๊ะลูกค้า → Display

Flow ที่ดีช่วยให้ทีมงานทำงานได้คล่องตัวและลดการรบกวนลูกค้าที่กำลังพูดคุยหรือทดลองสินค้า


12. เปรียบเทียบรูปแบบ Storage สำหรับบูธพื้นที่จำกัด

รูปแบบประหยัดพื้นที่ความจุเหมาะกับ
ใต้เคาน์เตอร์★★★★★★★บูธเล็ก
ใต้ Display★★★★★★★★สินค้ากล่องเล็ก
ตู้เก็บของ★★★★★★★บูธทั่วไป
Storage Room★★★★★★★★สินค้าจำนวนมาก
ชั้นแนวตั้ง★★★★★★★★หลาย SKU
Hidden Storage★★★★★★★★บูธเน้นภาพลักษณ์

ไม่มีรูปแบบไหนดีที่สุดสำหรับทุกบูธ การเลือกควรขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและพฤติกรรมการใช้งานเป็นหลัก


รับทำบูธพื้นที่เล็ก ไม่ได้หมายความว่าต้องลดฟังก์ชัน

พื้นที่จำกัดไม่ได้แปลว่าต้องเลือกระหว่างความสวยกับการใช้งาน

หากวาง Layout ตั้งแต่ต้น สามารถรวมหลายฟังก์ชันไว้ในพื้นที่เดียว เช่น

Display + Storage

Reception + Storage

Logo Wall + Hidden Door

Product Shelf + Cabinet

Meeting Area + Storage Bench

แนวทางเหล่านี้ช่วยให้พื้นที่ทุกตารางเมตรของบูธมีประโยชน์มากขึ้น


Checklist ก่อนส่งแบบบูธไปผลิต

ก่อนอนุมัติแบบกับบริษัท รับทำบูธ ควรเช็กอย่างน้อยว่า

  • จำนวนสินค้าเก็บได้เพียงพอหรือไม่
  • กล่องใหญ่ที่สุดสามารถนำเข้า Storage ได้หรือไม่
  • มีพื้นที่สำหรับกระเป๋าพนักงานหรือไม่
  • ประตูเปิดปิดสะดวกหรือไม่
  • จุดเติมสินค้าอยู่ใกล้ Display หรือไม่
  • สินค้าที่ใช้บ่อยอยู่ในตำแหน่งหยิบง่ายหรือไม่
  • มีปลั๊กไฟสำหรับอุปกรณ์ภายในหรือไม่
  • ชั้นสามารถรองรับน้ำหนักสินค้าได้หรือไม่
  • ทางเดินทีมงานไม่ชนกับพื้นที่ลูกค้าหรือไม่
  • เมื่อเติมสินค้าระหว่างวันแล้ว หน้าบูธยังดูเรียบร้อยหรือไม่

วิธีวางแผนรับทำบูธให้รองรับสต๊อกสินค้าอย่างเป็นขั้นตอน

ขั้นที่ 1: รวบรวมข้อมูลสินค้า

ระบุจำนวนสินค้า จำนวน SKU และขนาดกล่องคร่าว ๆ

ขั้นที่ 2: แยกสินค้าที่ต้องใช้บ่อย

สินค้าที่ขายหรือแจกบ่อยควรวางใกล้พื้นที่ด้านหน้า

ขั้นที่ 3: กำหนดขนาด Storage

ประเมินพื้นที่เก็บของจากจำนวนสินค้า ไม่ควรกำหนดจากพื้นที่ที่เหลือเพียงอย่างเดียว

ขั้นที่ 4: วาง Customer Flow

กำหนดเส้นทางของผู้เข้าชมก่อน แล้วจึงวางพื้นที่สำหรับทีมงาน

ขั้นที่ 5: วาง Staff Flow

กำหนดเส้นทางสำหรับหยิบสินค้า เติมสินค้า และกลับเข้าจุดทำงาน

ขั้นที่ 6: รวม Storage กับเฟอร์นิเจอร์

ใช้พื้นที่ใต้เคาน์เตอร์และ Display เพิ่มความจุ

ขั้นที่ 7: ตรวจสอบจากแบบ 3D

ก่อนผลิตควรดูทั้งภาพด้านหน้าและการใช้งานพื้นที่ด้านในจริง


รับทำบูธที่ดีควรเริ่มจากการเข้าใจวิธีใช้งานจริง

บูธที่สวยในภาพ 3D อาจไม่ได้หมายความว่าจะใช้งานสะดวกเสมอไป

สำหรับบูธที่ต้องมีสินค้าจำนวนมาก บริษัท รับทำบูธ ควรสอบถามข้อมูลมากกว่าขนาดพื้นที่ เช่น

  • มีสินค้ากี่ประเภท
  • ขายสินค้าในงานหรือไม่
  • ต้องเติมสินค้าบ่อยแค่ไหน
  • มีพนักงานประจำบูธกี่คน
  • ต้องมีพื้นที่ประชุมหรือไม่
  • ต้องเก็บกระเป๋าพนักงานหรือไม่
  • ต้องใช้ TV หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอะไรบ้าง

ยิ่งข้อมูลชัดเจนตั้งแต่ต้น การออกแบบก็ยิ่งสามารถจัดสมดุลระหว่าง พื้นที่โชว์สินค้า พื้นที่ขาย และพื้นที่เก็บสต๊อก ได้ดีขึ้น


สรุป

รับทำบูธ
รับทำบูธ

การ รับทำบูธให้เหมาะกับการเก็บสต๊อกสินค้าในพื้นที่จำกัด ต้องมองมากกว่าความสวยของหน้าบูธ เพราะพื้นที่หลังเคาน์เตอร์ ชั้น Display และ Storage ล้วนมีผลต่อการทำงานตลอดทั้งวัน

แนวทางที่มีประสิทธิภาพคือใช้พื้นที่แนวตั้ง ทำเฟอร์นิเจอร์แบบ Multifunction ซ่อน Storage ไว้หลังผนัง และจัดสินค้าตามความถี่ในการใช้งาน เมื่อวางระบบตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ บูธขนาดไม่ใหญ่มากก็สามารถรองรับสินค้าได้จำนวนมากโดยยังดูเรียบร้อยและเป็นมืออาชีพ

หากกำลังวางแผนออกงาน Exhibition การแจ้งจำนวนสินค้า รูปแบบการขาย จำนวนทีมงาน และพื้นที่ที่ต้องการใช้งานให้บริษัท รับทำบูธ ทราบตั้งแต่ต้น จะช่วยลดการแก้แบบและทำให้บูธตอบโจทย์การใช้งานจริงได้มากที่สุด


FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรับทำบูธและพื้นที่เก็บสต๊อก

บูธขนาด 3×3 เมตรสามารถทำพื้นที่เก็บของได้หรือไม่?

ได้ โดยนิยมใช้ตู้ใต้เคาน์เตอร์ พื้นที่ใต้ Display หรือทำ Storage ขนาดเล็กบริเวณด้านหลัง ทั้งนี้ควรจัด Layout ให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้พื้นที่ลูกค้าแคบเกินไป

ควรทำ Storage Room ขนาดเท่าไร?

ขึ้นอยู่กับจำนวนสินค้าและขนาดพื้นที่บูธ หากสินค้าไม่มาก อาจใช้พื้นที่ประมาณ 1–2 ตารางเมตร แต่ถ้ามีสินค้าหลายกล่องหรือหลาย SKU อาจต้องเพิ่มพื้นที่ตามการใช้งานจริง

ทำ Hidden Door สำหรับห้องเก็บของได้หรือไม่?

ได้ Hidden Door สามารถทำให้กลืนไปกับผนัง Graphic หรือ Logo Wall ทำให้บูธดูเรียบร้อยและไม่เห็นพื้นที่ Storage จากด้านหน้า

หากมีสินค้าหลายรุ่นควรจัด Storage อย่างไร?

ควรแบ่งชั้นหรือแบ่ง Zone ตามประเภทสินค้า และนำรุ่นที่หยิบบ่อยไว้บริเวณระดับเอวหรือใกล้ทางออกของ Storage เพื่อให้เติมสินค้าได้รวดเร็ว

บูธขนาดเล็กควรทำ Storage Room หรือใช้ตู้เก็บของ?

หากพื้นที่เล็กมาก การใช้เคาน์เตอร์และ Display ที่มี Storage ในตัวจะประหยัดพื้นที่กว่า แต่ถ้าต้องเก็บกล่องสินค้าจำนวนมาก Storage Room จะจัดการสินค้าได้ง่ายกว่า

บริษัทรับทำบูธจำเป็นต้องทราบจำนวนสินค้าก่อนออกแบบหรือไม่?

ควรแจ้ง เพราะจำนวนและขนาดสินค้ามีผลโดยตรงต่อพื้นที่ Storage ขนาดชั้น และเส้นทางการหยิบสินค้า หากออกแบบไปก่อนโดยไม่มีข้อมูล อาจต้องแก้ไข Layout ภายหลัง

พื้นที่เก็บสต๊อกควรอยู่ส่วนไหนของบูธ?

โดยทั่วไปควรอยู่บริเวณด้านหลังหรือด้านที่ไม่ใช่จุดดึงสายตาหลัก และควรอยู่ใกล้ Display หรือจุดขายเพื่อให้พนักงานเติมสินค้าได้สะดวก

ทำอย่างไรให้บูธมีพื้นที่เก็บของแต่ไม่ดูแคบ?

ใช้เฟอร์นิเจอร์แบบ Multifunction ใช้พื้นที่แนวตั้ง ทำ Hidden Storage และหลีกเลี่ยงการสร้างผนังทึบมากเกินความจำเป็น จะช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บของโดยยังรักษาความโปร่งของบูธได้


#รับทำบูธ #ออกแบบบูธ #รับออกแบบบูธ #บูธแสดงสินค้า #ExhibitionBooth #BoothDesign #รับทำบูธExhibition #ออกแบบบูธแสดงสินค้า #พื้นที่เก็บสต๊อก #StorageRoom #ออกงานแสดงสินค้า

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมทาง LineOA @Blackcatdesign
หากสนใจติดต่อได้ที่ Facebook นี้ได้เลย คลิ๊ก!!
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ คลิกที่นี่ 👈
บทความก่อนหน้าเกี่ยวกับ บูธ 👈

Share:

Facebook
Twitter
LinkedIn
รับทำบูธ

More Posts

รับออกแบบบูธ

รับออกแบบบูธธุรกิจความงาม พรีเมียม น่าเชื่อถือ

บูธสำหรับธุรกิจความงามที่ดูพรีเมียมและน่าเชื่อถือ ควรให้ความสำคัญกับ ภาพลักษณ์แบรนด์ การเลือกโทนสี แสงไฟ วัสดุ การจัดวางสินค้า และพื้นที่ทดลองผลิตภัณฑ์ โดยดีไซน์ควรสอดคล้องกับกลุ่มลูกค้าและระดับราคาของสินค้า ไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุราคาแพงทุกจุด แต่ควรออกแบบให้ทุกองค์ประกอบไปในทิศทางเดียวกัน

สิ่งสำคัญคือเมื่อมองจากทางเดิน ผู้เข้าชมควรรู้ได้ภายในไม่กี่วินาทีว่าแบรนด์ขายอะไร อยู่ในระดับตลาดใด และมีจุดเด่นอะไรที่น่าสนใจ

ออกแบบบูธ

ออกแบบบูธให้หน้าเคาน์เตอร์ไม่แออัด

การออกแบบบูธให้หน้าเคาน์เตอร์ไม่แออัด ควรจัดเคาน์เตอร์ให้ถอยจากแนวทางเดินหลักของงานเล็กน้อย เว้นพื้นที่สำหรับลูกค้ายืนสนทนา และแยกเส้นทางของลูกค้าที่เข้ามาสอบถามออกจากทางเดินของผู้เข้าชมทั่วไป หากคาดว่าจะมีลูกค้าจำนวนมาก ควรแบ่งจุดบริการ เช่น จุดต้อนรับ จุดลงทะเบียน และจุดเจรจาออกจากกันแทนการรวมทุกกิจกรรมไว้ที่เคาน์เตอร์เดียว

หลักสำคัญคือ: หน้าเคาน์เตอร์ควรเป็นพื้นที่สำหรับ “หยุดคุย” โดยไม่กลายเป็นพื้นที่ที่ “หยุดทางเดิน”

Zoho CRM CRM

Zoho CRM Deals คืออะไร?

Zoho CRM Deals คืออะไร? ทำความรู้จัก Deal, Sales Pipeline, Stage, Amount, Probability และ Closing Date พร้อมตัวอย่างการใช้ Deals จัดการโอกาสขายให้เป็นระบบ

ออกแบบบูธ

ออกแบบบูธให้เจรจาธุรกิจรวดเร็ว

การ ออกแบบบูธให้เหมาะกับการเจรจาธุรกิจแบบรวดเร็ว ควรแบ่งพื้นที่ออกเป็นอย่างน้อย 3 ส่วน ได้แก่ จุดดึงดูดและให้ข้อมูลเบื้องต้น พื้นที่พูดคุยระยะสั้น และพื้นที่ประชุมสำหรับดีลที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม

พื้นที่พูดคุยควรอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงได้ง่าย มีโต๊ะขนาดกะทัดรัด เก้าอี้นั่งสบาย สามารถเปิดเอกสารหรือ Tablet ได้ และมีความเป็นส่วนตัวพอสมควร นอกจากนี้ควรจัดทางเดินให้ลูกค้าสามารถเข้า-ออกได้สะดวก เพื่อให้ทีมขายรองรับลูกค้าหลายกลุ่มได้ต่อเนื่องตลอดงาน

Black Cat Design

14/2 ถนนเพิ่มสิน
แขวงออเงิน เขตสายไหม
กรุงเทพมหานคร 10220

ระบบองค์กร Zoho
ออกแบบ ติดตั้ง รื้อถอน

ระบบองค์กร Zoho

เว็บไซต์

รับออกแบบ
และติดตั้งรื้อถอน

งานบูธ

รับสมัครข่าวสารจากเรา

Contact With Us

Copyright © 2023 BlackCatDesign.co.th

สงวนสิทธิ์ทุกประการ

เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์์ 0135563013064

Add LINE