ก่อนเริ่มทำ SEO ต้องตรวจเว็บไซต์อะไรบ้าง? เช็กลิสต์สำคัญที่ธุรกิจควรรู้ก่อนเริ่มปรับอันดับ Google
การทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google ไม่ได้เริ่มต้นจากการใส่ Keyword ลงในบทความเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการตรวจสอบสภาพเว็บไซต์ก่อนว่า มีโครงสร้างที่เหมาะสมหรือไม่ โหลดเร็วแค่ไหน Google สามารถเข้าถึงและจัดทำดัชนีหน้าเว็บได้หรือไม่ รวมถึงเนื้อหาตอบโจทย์สิ่งที่ลูกค้ากำลังค้นหาหรือเปล่า
หากเริ่มทำ SEO โดยไม่ตรวจสอบเว็บไซต์ อาจทำให้เสียเวลาและงบประมาณไปกับการสร้างเนื้อหา ทั้งที่เว็บไซต์ยังมีปัญหาทางเทคนิค เช่น หน้าเว็บไม่ถูก Index ลิงก์เสีย เว็บไซต์แสดงผลบนมือถือไม่ดี หรือหน้า Landing Page ไม่สามารถเปลี่ยนผู้เข้าชมให้กลายเป็นลูกค้าได้
สำหรับธุรกิจที่กำลังวางแผน รับทำ SEO หรือปรับปรุง SEO เว็บไซต์เดิม การตรวจสอบเว็บไซต์ก่อนเริ่มงานจึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะช่วยให้เห็นปัญหาที่ควรแก้ไข จัดลำดับความสำคัญของงาน และวางแผน SEO ได้อย่างมีทิศทางมากขึ้น

ก่อนเริ่มทำ SEO ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง?
ก่อนเริ่มทำ SEO ควรตรวจสอบเว็บไซต์อย่างน้อย 8 ด้าน ได้แก่
- Technical SEO ตรวจสอบโครงสร้างทางเทคนิคและปัญหาที่ทำให้ Google เข้าถึงหน้าเว็บไม่ได้
- การจัดทำดัชนี (Indexing) ตรวจสอบว่าหน้าสำคัญถูก Google จัดเก็บในผลการค้นหาหรือไม่
- ความเร็วและประสบการณ์ผู้ใช้ ตรวจสอบความเร็วในการโหลดและการแสดงผลบนมือถือ
- โครงสร้างเว็บไซต์ ตรวจสอบเมนู URL ลิงก์ภายใน และลำดับความสำคัญของหน้าเว็บ
- เนื้อหาและ Keyword ตรวจสอบว่าเนื้อหาตอบโจทย์การค้นหาและตรงกับกลุ่มเป้าหมายหรือไม่
- On-Page SEO ตรวจสอบ Title, Meta Description, Heading, รูปภาพ และลิงก์ภายใน
- Backlink และความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบคุณภาพลิงก์ที่เชื่อมมายังเว็บไซต์
- Conversion และการวัดผล ตรวจสอบว่ามีระบบติดตามผู้เข้าชม การส่งฟอร์ม และการติดต่อจากลูกค้าหรือไม่
การตรวจสอบทั้ง 8 ด้านนี้ช่วยให้ธุรกิจทราบว่า ควรแก้ไขปัญหาใดก่อน และควรลงทุนด้าน SEO ในส่วนไหนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
1. ตรวจสอบ Technical SEO ก่อนเริ่มปรับเว็บไซต์
Technical SEO เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ Search Engine สามารถเข้าถึง รวบรวมข้อมูล และทำความเข้าใจหน้าเว็บไซต์ได้ หากเว็บไซต์มีปัญหาทางเทคนิค แม้จะมีบทความคุณภาพดี ก็อาจไม่สามารถแสดงผลใน Google ได้อย่างที่คาดหวัง
สิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
- HTTPS: เว็บไซต์ใช้การเชื่อมต่อที่ปลอดภัยหรือไม่
- Robots.txt: มีคำสั่งปิดกั้นหน้าที่ต้องการให้ Google เข้าถึงหรือไม่
- XML Sitemap: มี Sitemap ที่ถูกต้องและอัปเดตหรือไม่
- Canonical URL: มีการกำหนด URL หลักสำหรับหน้าที่มีเนื้อหาซ้ำหรือใกล้เคียงกันอย่างเหมาะสมหรือไม่
- Redirect: มีการเปลี่ยนเส้นทาง URL ถูกต้องหรือไม่ โดยเฉพาะหลังปรับโครงสร้างเว็บไซต์
- 404 Error: มีลิงก์ที่นำไปสู่หน้าที่ไม่พบหรือไม่
- JavaScript: เนื้อหาสำคัญแสดงผลและสามารถเข้าถึงได้สำหรับ Search Engine หรือไม่
หากพบปัญหา ควรแยกให้ออกว่าปัญหาใดส่งผลต่อหน้าสำคัญโดยตรง และปัญหาใดเป็นเพียงข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงเพิ่มเติม ไม่จำเป็นต้องแก้ทุกประเด็นพร้อมกัน แต่ควรจัดลำดับจากสิ่งที่กระทบต่อการเข้าถึงและการจัดทำดัชนีก่อน
2. ตรวจสอบว่า Google Index หน้าเว็บไซต์แล้วหรือยัง
การมีหน้าเว็บไซต์ออนไลน์ไม่ได้หมายความว่าทุกหน้าจะปรากฏในผลการค้นหาของ Google เสมอไป จึงควรตรวจสอบว่าหน้าสำคัญได้รับการจัดทำดัชนีแล้วหรือยัง
เครื่องมือที่แนะนำคือ Google Search Console ซึ่งช่วยให้ตรวจสอบสถานะการจัดทำดัชนี ปัญหาการรวบรวมข้อมูล และประสิทธิภาพของเว็บไซต์จาก Google Search ได้
สิ่งที่ควรตรวจสอบมีดังนี้
- หน้าบริการหลักถูก Index หรือไม่
- บทความสำคัญปรากฏใน Google แล้วหรือยัง
- มีหน้าเว็บที่ถูกตั้งค่า
noindexโดยไม่ตั้งใจหรือไม่ - มีหน้าเว็บที่ถูก Crawl แต่ยังไม่ถูก Index หรือไม่
- Google เลือก URL หลักตรงกับที่เว็บไซต์กำหนดไว้หรือไม่
- Sitemap ส่งข้อมูลได้ถูกต้องหรือไม่
หากพบว่าหน้าสำคัญไม่ถูก Index ควรตรวจสอบสาเหตุเป็นราย URL เพราะการส่ง Sitemap หรือขอให้ Google จัดทำดัชนีใหม่ไม่ได้รับประกันว่าหน้านั้นจะถูก Index เสมอไป
3. ตรวจสอบความเร็วเว็บไซต์และประสบการณ์ผู้ใช้
ความเร็วเว็บไซต์มีผลต่อประสบการณ์ของผู้เข้าชม และเป็นหนึ่งในประเด็นที่ควรตรวจสอบก่อนเริ่มทำ SEO โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีรูปภาพขนาดใหญ่ สคริปต์จำนวนมาก หรือองค์ประกอบจากบริการภายนอก
เครื่องมือที่ใช้ได้ เช่น Google PageSpeed Insights และรายงาน Core Web Vitals ใน Google Search Console
ตัวชี้วัด Core Web Vitals ที่ควรรู้มีดังนี้
| ตัวชี้วัด | วัดอะไร | ค่าเป้าหมายที่ดี |
|---|---|---|
| LCP | ระยะเวลาที่เนื้อหาหลักส่วนใหญ่แสดงผล | ไม่เกิน 2.5 วินาที |
| INP | ความรวดเร็วในการตอบสนองต่อการโต้ตอบ | ไม่เกิน 200 มิลลิวินาที |
| CLS | ความเสถียรของการจัดวางหน้าเว็บ | ไม่เกิน 0.1 |
ค่าเป้าหมายอ้างอิงตามเกณฑ์ Core Web Vitals ของ Google โดยประเมินจากข้อมูลการใช้งานจริงในเปอร์เซ็นไทล์ที่ 75
นอกจากความเร็ว ควรตรวจสอบด้วยว่าเว็บไซต์แสดงผลบนมือถือได้ดีหรือไม่ ข้อความอ่านง่าย ปุ่มกดสะดวก เมนูไม่ซับซ้อน และแบบฟอร์มติดต่อใช้งานได้จริงหรือเปล่า
เว็บไซต์ที่โหลดเร็วแต่ใช้งานยากก็อาจทำให้ลูกค้าออกจากหน้าเว็บก่อนติดต่อธุรกิจได้เช่นกัน
4. ตรวจสอบโครงสร้างเว็บไซต์และ URL
โครงสร้างเว็บไซต์ช่วยให้ทั้งผู้ใช้งานและ Search Engine เข้าใจความสัมพันธ์ของแต่ละหน้าได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเว็บไซต์ธุรกิจที่มีหลายบริการ หลายหมวดหมู่ หรือมีบทความจำนวนมาก
ตัวอย่างโครงสร้างเว็บไซต์สำหรับธุรกิจบริการ:
- หน้าแรก
- บริการ
- บริการ SEO
- รับทำเว็บไซต์
- ดูแลเว็บไซต์
- บทความ
- ความรู้ด้าน SEO
- เทคนิคการทำเว็บไซต์
- เกี่ยวกับเรา
- ติดต่อเรา
สิ่งที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม ได้แก่
- URL สั้น กระชับ และสื่อความหมาย
- แต่ละหน้ามีจุดประสงค์ชัดเจน
- เมนูนำทางไม่ซับซ้อน
- หน้าสำคัญสามารถเข้าถึงได้จากหน้าอื่น
- มี Internal Link เชื่อมโยงเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ไม่มีหน้าสำคัญที่ถูกแยกออกจากโครงสร้างเว็บไซต์โดยไม่จำเป็น
หากเว็บไซต์มีหลายหน้าที่พูดถึง Keyword เดียวกันและตอบโจทย์การค้นหาใกล้เคียงกัน ควรตรวจสอบว่าจำเป็นต้องมีทุกหน้าหรือไม่ เพื่อป้องกันเนื้อหาซ้ำซ้อนและช่วยให้แต่ละหน้ามีบทบาทชัดเจนขึ้น
5. ตรวจสอบ Keyword และคุณภาพเนื้อหา
ก่อนเริ่มเขียนบทความ SEO ควรสำรวจเนื้อหาที่มีอยู่ก่อน เพื่อดูว่าหน้าใดทำอันดับได้แล้ว หน้าใดมีโอกาสพัฒนา และหัวข้อใดยังขาดหายไป
การเลือก Keyword ไม่ควรพิจารณาเฉพาะปริมาณการค้นหา แต่ควรดูด้วยว่าคำค้นหานั้นตรงกับความต้องการของลูกค้าและเป้าหมายทางธุรกิจหรือไม่
ตัวอย่างการเลือก Keyword สำหรับธุรกิจรับทำเว็บไซต์
| ประเภท Keyword | ตัวอย่าง | จุดประสงค์ของผู้ค้นหา |
|---|---|---|
| Keyword เชิงบริการ | รับทำเว็บไซต์ | ต้องการหาผู้ให้บริการ |
| Keyword เชิงข้อมูล | เว็บไซต์ธุรกิจคืออะไร | ต้องการเรียนรู้ข้อมูลเบื้องต้น |
| Keyword เชิงเปรียบเทียบ | WordPress กับเว็บไซต์เขียนเอง | กำลังพิจารณาทางเลือก |
| Keyword เชิงตัดสินใจ | ราคาจ้างทำเว็บไซต์บริษัท | ต้องการประเมินงบประมาณ |
| Keyword เชิงแก้ปัญหา | เว็บไซต์โหลดช้าแก้อย่างไร | ต้องการหาวิธีแก้ปัญหา |
เมื่อได้ Keyword แล้ว ควรตรวจสอบว่าเนื้อหาในแต่ละหน้าตอบคำถามของผู้ค้นหาได้ครบถ้วน มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และไม่เขียนซ้ำเพื่อหวังเพิ่มจำนวน Keyword เพียงอย่างเดียว
สำหรับ AEO (Answer Engine Optimization) ควรจัดเนื้อหาให้ตอบคำถามได้ชัดเจน เช่น ใช้หัวข้อที่เป็นคำถาม มีคำตอบสรุปตรงประเด็น และตามด้วยคำอธิบายหรือหลักฐานสนับสนุน ส่วน GEO (Generative Engine Optimization) ควรให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ มีบริบทครบถ้วน และระบุแหล่งที่มาหรือผู้เชี่ยวชาญเมื่อเหมาะสม ทั้งนี้ไม่มีรูปแบบใดรับประกันว่าจะได้รับการนำไปแสดงในคำตอบของ AI
6. ตรวจสอบ On-Page SEO ในหน้าสำคัญ
On-Page SEO คือการปรับองค์ประกอบภายในหน้าเว็บไซต์ให้สื่อสารเนื้อหาได้ชัดเจนและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ค้นหา
รายการที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
- Title Tag: ชื่อหน้าเว็บสื่อถึงหัวข้อหลักและไม่ซ้ำกับหน้าอื่นโดยไม่จำเป็น
- Meta Description: สรุปเนื้อหาให้ชัดเจนและช่วยให้ผู้ค้นหาเข้าใจว่าหน้านี้มีข้อมูลอะไร
- Heading: ใช้ H1, H2 และ H3 ตามลำดับเนื้อหาอย่างเหมาะสม
- เนื้อหาหลัก: ให้ข้อมูลครบถ้วน ถูกต้อง และมีประโยชน์
- รูปภาพ: ใช้ไฟล์ที่เหมาะสม มีข้อความ Alt อธิบายรูปเมื่อจำเป็น
- Internal Link: เชื่อมโยงไปยังหน้าที่เกี่ยวข้อง
- Structured Data: ใช้ Schema Markup ที่ตรงกับเนื้อหาจริงและเป็นไปตามข้อกำหนดของ Google
ไม่จำเป็นต้องยัด Keyword ไว้ทุกตำแหน่ง สิ่งสำคัญคือทำให้ทั้งผู้ใช้และ Search Engine เข้าใจว่าหน้านี้เกี่ยวกับอะไร และช่วยตอบโจทย์การค้นหาได้อย่างไร
7. ตรวจสอบ Backlink และความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์
Backlink คือลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่ชี้มายังเว็บไซต์ของเรา ซึ่งอาจช่วยให้ Search Engine เข้าใจความสัมพันธ์และความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ได้ แต่คุณภาพและบริบทของลิงก์สำคัญกว่าการมุ่งเพิ่มจำนวนเพียงอย่างเดียว
ก่อนเริ่มทำ SEO ควรตรวจสอบว่า
- เว็บไซต์มี Backlink จากแหล่งใดบ้าง
- ลิงก์มาจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือไม่
- มีลิงก์ที่ผิดปกติหรือเกิดจากการสร้างลิงก์แบบไม่เป็นธรรมชาติหรือไม่
- ชื่อธุรกิจ ข้อมูลติดต่อ และข้อมูลผู้ให้บริการมีความสอดคล้องกันหรือไม่
- เนื้อหาแสดงความเชี่ยวชาญและให้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้หรือไม่
หากพบ Backlink คุณภาพต่ำ ไม่ควรรีบปฏิเสธลิงก์ทั้งหมดทันที ควรตรวจสอบลักษณะและความเสี่ยงก่อน เพราะลิงก์ที่ดูไม่ดีเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะส่งผลเสียต่ออันดับเสมอไป
8. ตรวจสอบระบบวัดผลและการเปลี่ยนผู้เข้าชมให้เป็นลูกค้า
เป้าหมายของ SEO สำหรับธุรกิจไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้เข้าชม แต่ต้องช่วยเพิ่มโอกาสให้เกิดการติดต่อ สอบถาม ขอใบเสนอราคา หรือซื้อสินค้าได้ด้วย
ก่อนเริ่มทำ SEO ควรตรวจสอบระบบวัดผล เช่น Google Analytics 4 และ Google Search Console รวมถึงทดสอบเส้นทางการติดต่อของลูกค้าจริง
รายการที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
- มีการเก็บข้อมูล Organic Search หรือไม่
- สามารถดู Keyword และหน้าที่สร้างคลิกจาก Google ได้หรือไม่
- แบบฟอร์มติดต่อส่งข้อมูลสำเร็จหรือไม่
- ปุ่มโทรศัพท์ อีเมล และ LINE ใช้งานได้จริงหรือไม่
- มีการตั้งค่า Conversion Event สำหรับการกระทำที่สำคัญหรือไม่
- สามารถแยก Lead ที่มีคุณภาพออกจากยอดเข้าชมทั่วไปได้หรือไม่
ตัวอย่างเช่น หากเว็บไซต์มีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้น แต่จำนวนผู้ขอใบเสนอราคาไม่เพิ่มตาม ควรตรวจสอบทั้งคุณภาพของ Traffic ความชัดเจนของข้อเสนอ และความสะดวกในการติดต่อ ไม่ควรสรุปทันทีว่า SEO ไม่ได้ผล

เช็กลิสต์ก่อนเริ่มทำ SEO ควรแก้อะไรก่อน?
เมื่อพบปัญหาหลายจุด ควรจัดลำดับการแก้ไขตามผลกระทบต่อเว็บไซต์และเป้าหมายทางธุรกิจ
| ลำดับ | สิ่งที่ควรตรวจสอบ | แนวทางดำเนินการ |
|---|---|---|
| 1 | หน้าเว็บสำคัญเข้าไม่ถึงหรือไม่ถูก Index | ตรวจสอบการบล็อก การตั้งค่า Indexing และสถานะ URL |
| 2 | เว็บไซต์มีข้อผิดพลาดทางเทคนิค | แก้ลิงก์เสีย Redirect และปัญหา Crawl ที่สำคัญ |
| 3 | เว็บไซต์ช้าและใช้งานบนมือถือยาก | ปรับรูปภาพ สคริปต์ และองค์ประกอบหน้าเว็บ |
| 4 | หน้าบริการไม่ตรงกับ Keyword เป้าหมาย | ปรับโครงสร้างเนื้อหาและ Search Intent |
| 5 | เนื้อหาซ้ำหรือขาดข้อมูลสำคัญ | ปรับปรุง รวม หรือสร้างเนื้อหาใหม่ตามความเหมาะสม |
| 6 | ขาดระบบวัดผล | ตั้งค่า Analytics, Search Console และ Conversion Tracking |
| 7 | ต้องการเพิ่มความน่าเชื่อถือ | พัฒนาเนื้อหาที่มีคุณภาพและสร้างความสัมพันธ์กับเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง |
ตารางนี้เป็นแนวทางทั่วไป ลำดับจริงอาจเปลี่ยนไปตามสภาพเว็บไซต์ เช่น หากหน้า Landing Page ที่สร้างยอดขายมีปัญหาร้ายแรง ก็ควรแก้ไขโดยเร็วแม้จะไม่ใช่ปัญหา Technical SEO ที่ร้ายแรงที่สุดในภาพรวมก็ตาม
เครื่องมือที่ควรใช้ตรวจเว็บไซต์ก่อนทำ SEO
การตรวจสอบเว็บไซต์ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือราคาแพงตั้งแต่เริ่มต้น เครื่องมือพื้นฐานต่อไปนี้ช่วยให้เห็นปัญหาและวางแผนได้เป็นระบบมากขึ้น
| เครื่องมือ | ใช้ตรวจสอบอะไร |
|---|---|
| Google Search Console | การ Index, ปัญหา Crawl, คลิก และการแสดงผลบน Google |
| Google PageSpeed Insights | ความเร็วและประสบการณ์การใช้งานของหน้าเว็บ |
| Google Analytics 4 | พฤติกรรมผู้เข้าชมและ Conversion |
| Rich Results Test | ตรวจสอบ Structured Data ที่รองรับผลการค้นหาแบบพิเศษ |
| Screaming Frog SEO Spider | สำรวจ URL, Title, Meta Description, Status Code และลิงก์ภายใน |
| Google Keyword Planner | ค้นหาแนวคิด Keyword และประเมินปริมาณการค้นหา |
เครื่องมือแต่ละตัวมีหน้าที่ต่างกัน ควรใช้ข้อมูลร่วมกันเพื่อวิเคราะห์สาเหตุ ไม่ควรตัดสินคุณภาพเว็บไซต์จากคะแนนเครื่องมือเพียงค่าเดียว
ทำไมควรตรวจเว็บไซต์ก่อนจ้างบริษัทรับทำ SEO?
การตรวจเว็บไซต์ก่อนเริ่มงานช่วยให้ธุรกิจและผู้ให้บริการเห็นภาพเดียวกันว่า ปัญหาปัจจุบันคืออะไร ต้องปรับปรุงส่วนไหน และจะวัดผลความสำเร็จจากอะไร
ประโยชน์ที่สำคัญ ได้แก่
- ประเมินปัญหาได้ตรงจุด: ลดโอกาสลงทุนกับงานที่ยังไม่ใช่ปัญหาหลัก
- วางแผน SEO ได้เหมาะสม: เลือก Keyword และจัดลำดับหน้าที่ควรพัฒนาก่อน
- ติดตามผลได้ชัดเจน: มีข้อมูลก่อนเริ่มงานสำหรับเปรียบเทียบผลในอนาคต
- ลดความเสี่ยงจากการปรับเว็บไซต์: ช่วยให้เห็น URL สำคัญและประเด็นที่ต้องระวัง
- เชื่อม SEO กับยอดขาย: ประเมินได้ว่าการเข้าชมที่เพิ่มขึ้นนำไปสู่ Lead หรือยอดขายหรือไม่
หากกำลังเลือกผู้ให้บริการรับทำ SEO ควรสอบถามด้วยว่ามีการตรวจเว็บไซต์ก่อนเริ่มงานหรือไม่ ใช้ข้อมูลใดในการวิเคราะห์ และจะรายงานผลอย่างไร ผู้ให้บริการที่ดีควรอธิบายทั้งสิ่งที่ต้องแก้ เหตุผล และตัวชี้วัดที่เหมาะสม โดยไม่รับประกันอันดับ Google แบบตายตัว
สรุป: ตรวจเว็บไซต์ให้พร้อมก่อนเริ่มทำ SEO
ก่อนเริ่มทำ SEO ควรตรวจสอบทั้ง Technical SEO, Indexing, ความเร็วเว็บไซต์, โครงสร้าง URL, Keyword, On-Page SEO, Backlink และระบบวัดผล Conversion เพื่อให้ทราบว่าเว็บไซต์มีจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุงอะไรบ้าง
เมื่อแก้ปัญหาพื้นฐานและวางแผนเนื้อหาได้เหมาะสมแล้ว จึงค่อยพัฒนากลยุทธ์ SEO ต่อเนื่อง ทั้งการปรับหน้าเว็บไซต์ การสร้างเนื้อหาที่ตอบโจทย์ลูกค้า และการวัดผลจากข้อมูลจริง
สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรเริ่มทำ SEO ด้วยการเพิ่มบทความหรือซื้อ Backlink ทันทีโดยไม่รู้ปัญหาของเว็บไซต์ เพราะการตรวจสอบที่ดีตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ธุรกิจใช้เวลาและงบประมาณได้คุ้มค่ามากขึ้น
FAQ: คำถามที่พบบ่อย
1. ก่อนเริ่มทำ SEO ต้องตรวจเว็บไซต์อะไรเป็นอันดับแรก?
ควรตรวจสอบว่า Google สามารถเข้าถึงหน้าสำคัญได้หรือไม่ หน้าถูก Index หรือไม่ และมีปัญหาทางเทคนิคที่ขัดขวางการทำงานของ Search Engine หรือเปล่า จากนั้นจึงตรวจความเร็ว โครงสร้างเว็บไซต์ และคุณภาพเนื้อหา
2. ใช้เครื่องมืออะไรตรวจเว็บไซต์ก่อนทำ SEO ได้บ้าง?
เครื่องมือพื้นฐานที่แนะนำ ได้แก่ Google Search Console สำหรับตรวจ Indexing และประสิทธิภาพการค้นหา, PageSpeed Insights สำหรับความเร็วเว็บไซต์ และ Google Analytics 4 สำหรับพฤติกรรมผู้เข้าชมและ Conversion
3. เว็บไซต์ใหม่จำเป็นต้องตรวจ SEO ก่อนเปิดใช้งานหรือไม่?
จำเป็น เพราะช่วยลดปัญหาตั้งแต่เริ่มต้น เช่น URL ผิดพลาด หน้าเว็บถูกตั้งค่า noindex โดยไม่ตั้งใจ Sitemap ไม่ถูกต้อง หรือเว็บไซต์แสดงผลบนมือถือไม่เหมาะสม
4. ควรตรวจเว็บไซต์ก่อนทำ SEO บ่อยแค่ไหน?
ควรตรวจเว็บไซต์ก่อนเริ่มแผน SEO และตรวจซ้ำเมื่อมีการเปลี่ยนโครงสร้างเว็บไซต์ ย้ายโดเมน ปรับระบบ หรือเผยแพร่หน้าเว็บจำนวนมาก นอกจากนี้ควรติดตามรายงานสำคัญเป็นประจำเพื่อพบปัญหาได้เร็วขึ้น
5. ถ้าเว็บไซต์ไม่ติดอันดับ Google ควรเริ่มแก้จากตรงไหน?
ควรตรวจสอบก่อนว่าหน้าสำคัญถูก Index หรือไม่ จากนั้นวิเคราะห์ Keyword และ Search Intent คุณภาพเนื้อหา โครงสร้างเว็บไซต์ และคู่แข่งในผลการค้นหา เพราะสาเหตุที่ไม่ติดอันดับอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน
6. ต้องทำ Technical SEO ให้เสร็จก่อนเขียนบทความหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องรอให้ทุกปัญหาถูกแก้ไขจนหมด แต่ควรแก้ปัญหาสำคัญที่ขัดขวางการเข้าถึงหรือการ Index ก่อน ขณะเดียวกันสามารถวางแผน Keyword และเตรียมเนื้อหาควบคู่กันไปได้
7. การตรวจเว็บไซต์ก่อนทำ SEO ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างไร?
ช่วยให้เห็นปัญหาและจัดลำดับความสำคัญของงานได้ชัดเจน ลดการสร้างเนื้อหาซ้ำซ้อน และลดโอกาสลงทุนในกิจกรรม SEO ที่ไม่ตรงกับปัญหาหลักของเว็บไซต์
8. เว็บไซต์มีคะแนน PageSpeed สูงแล้ว SEO จะดีขึ้นทันทีหรือไม่?
ไม่จำเป็น คะแนน PageSpeed เป็นข้อมูลสำหรับประเมินประสิทธิภาพบางด้านเท่านั้น การทำ SEO ยังต้องพิจารณาคุณภาพเนื้อหา Search Intent โครงสร้างเว็บไซต์ การจัดทำดัชนี และปัจจัยอื่นร่วมด้วย
#ทำSEO #ตรวจเว็บไซต์ #รับทำSEO #SEOเว็บไซต์ #เทคนิคSEO #GoogleSearchConsole #ปรับปรุงเว็บไซต์ #ธุรกิจออนไลน์ #เว็บไซต์ติดอันดับGoogle #วางแผนSEO
➡️ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมทาง LineOA @Blackcatdesign
➡️หากสนใจติดต่อได้ที่ Facebook นี้ได้เลย คลิ๊ก!!
➡️ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่ 👈



