5 KPI สำคัญที่ควรมีใน Dashboard Zoho CRM

5 KPI สำคัญสำหรับ Dashboard Zoho CRM ได้แก่ Revenue, Pipeline, Conversion Rate, Win Rate และ Sales Cycle พร้อมแนวทางเลือก KPI ให้เหมาะกับทีมขายและผู้บริหาร

การมีข้อมูลลูกค้าอยู่ใน Zoho CRM จำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่าผู้บริหารจะมองเห็นภาพรวมของธุรกิจได้ทันที เพราะถ้าข้อมูลกระจายอยู่หลายหน้า ทีมขายอาจใช้เวลามากในการรวบรวมข้อมูลก่อนประชุมหรือทำรายงาน

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Dashboard Zoho CRM มีความสำคัญ เพราะ Dashboard สามารถนำข้อมูลจาก CRM มาสรุปเป็นตัวเลข กราฟ หรือรายงานที่ช่วยให้ผู้บริหารและทีมขายมองเห็นสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น

แต่ Dashboard ที่ดีไม่ควรใส่ทุกตัวเลขที่มีในระบบ เพราะยิ่งมีข้อมูลมากก็ไม่ได้แปลว่าจะตัดสินใจได้ดีขึ้น

สิ่งสำคัญคือเลือก KPI ที่ตอบคำถามทางธุรกิจจริง ๆ

บทความนี้จะพาไปรู้จัก 5 KPI สำคัญที่ควรมีใน Dashboard Zoho CRM พร้อมแนวทางเลือก KPI ให้เหมาะกับทีมขาย และตัวอย่างการนำไปใช้จริง


5 KPI สำคัญใน Dashboard Zoho CRM มีอะไรบ้าง?

5 KPI ที่ควรมีใน Dashboard Zoho CRM ได้แก่

  1. ยอดขาย (Sales Revenue)
  2. มูลค่า Pipeline (Pipeline Value)
  3. Conversion Rate
  4. Win Rate
  5. Sales Cycle Length

KPI ทั้ง 5 ตัวช่วยให้มองเห็นตั้งแต่ ยอดขายที่เกิดขึ้นแล้ว → โอกาสขายที่กำลังจะเกิดขึ้น → ประสิทธิภาพการเปลี่ยน Lead เป็นลูกค้า → ความสามารถในการปิด Deal → ระยะเวลาที่ใช้ในการขาย

ดังนั้น Dashboard จึงไม่ควรเป็นเพียงหน้ารวมตัวเลข แต่ควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยตอบคำถามว่า

“ตอนนี้ธุรกิจขายได้เท่าไร มีโอกาสขายอีกเท่าไร และทีมขายกำลังติดอยู่ตรงไหน?”

Zoho CRM
CRM
KPI

KPI คืออะไร และทำไมต้องมีใน Dashboard Zoho CRM?

KPI (Key Performance Indicator) คือ ตัวชี้วัดสำคัญที่ใช้ประเมินว่าธุรกิจหรือทีมงานกำลังทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่

ในระบบ CRM KPI มักเกี่ยวข้องกับข้อมูล เช่น

  • จำนวน Lead
  • จำนวนลูกค้า
  • จำนวน Deal
  • ยอดขาย
  • มูลค่า Pipeline
  • อัตราการปิดการขาย
  • ระยะเวลาการขาย
  • ประสิทธิภาพของ Sales

หากนำข้อมูลเหล่านี้มาแสดงบน Dashboard จะช่วยให้ผู้บริหารไม่จำเป็นต้องเปิดดู Record ทีละรายการ

เปรียบเทียบง่าย ๆ

CRM = เก็บข้อมูล

Report = วิเคราะห์ข้อมูล

Dashboard = สรุปข้อมูลสำคัญให้เห็นภาพรวม

ดังนั้น KPI ที่อยู่บน Dashboard ควรเลือกให้เหมาะกับบทบาทของคนที่กำลังดูข้อมูล


1. Sales Revenue — ยอดขาย

KPI แรกที่แทบทุกธุรกิจควรมีคือ ยอดขาย

เพราะสุดท้ายแล้วผู้บริหารต้องรู้ว่า

เดือนนี้ขายได้เท่าไร?

เทียบกับเป้าหมายแล้วเป็นอย่างไร?

ยอดขายมาจาก Sales คนไหน?

สินค้าหรือบริการอะไรสร้างรายได้มากที่สุด?

บน Dashboard สามารถแสดงยอดขายในหลายมุม เช่น

มุมมองตัวอย่างข้อมูล
ยอดขายรวม2,500,000 บาท
ยอดขายเดือนนี้850,000 บาท
เป้ายอดขาย1,000,000 บาท
Achievement85%
ยอดขายเดือนก่อน780,000 บาท
Growth+8.97%

การดู ยอดขายเทียบกับเป้าหมาย จะมีประโยชน์มากกว่าการดูยอดขายเพียงตัวเลขเดียว

ตัวอย่างเช่น

ยอดขาย = 850,000 บาท

อาจดูเหมือนเป็นตัวเลขที่ดี

แต่ถ้าเป้าหมายคือ 1,500,000 บาท ก็หมายความว่ายังห่างจากเป้าค่อนข้างมาก

ดังนั้น Dashboard ควรทำให้เห็น Actual vs Target ด้วย


2. Pipeline Value — มูลค่าโอกาสขาย

ยอดขายบอกว่า “ขายไปแล้วเท่าไร”

แต่ Pipeline จะช่วยตอบว่า

“มีโอกาสขายอีกเท่าไร?”

Pipeline Value คือมูลค่ารวมของ Deal ที่กำลังอยู่ในกระบวนการขาย

ตัวอย่างเช่น

Sales Stageจำนวน Dealมูลค่า
Qualification201,200,000
Proposal121,800,000
Negotiation81,500,000
Closing5900,000
รวม455,400,000

ตัวเลขนี้ช่วยให้ผู้บริหารเห็นภาพของยอดขายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

แต่มีข้อควรระวัง

Pipeline 5 ล้านบาท ไม่ได้แปลว่าจะขายได้ 5 ล้านบาทแน่นอน

เพราะแต่ละ Deal มีโอกาสปิดไม่เท่ากัน

จึงควรดู Pipeline ร่วมกับ Win Rate และ Stage ของ Deal เพื่อประเมินสถานการณ์ได้แม่นยำขึ้น


3. Conversion Rate — อัตราการเปลี่ยน Lead เป็นโอกาสขายหรือลูกค้า

จำนวน Lead เยอะไม่ได้หมายความว่าทีมขายทำงานได้ดีเสมอไป

สิ่งที่ควรดูเพิ่มเติมคือ

Lead เปลี่ยนเป็นโอกาสขายได้กี่เปอร์เซ็นต์?

ตัวอย่างเช่น

มี Lead 1,000 ราย

เปลี่ยนเป็น Qualified Lead 300 ราย

ดังนั้น Conversion Rate =

300 ÷ 1,000 × 100 = 30%

ตัวเลขนี้สามารถช่วยให้ทีมการตลาดและฝ่ายขายวิเคราะห์คุณภาพของ Lead ได้

เช่น

Lead SourceLeadQualifiedConversion
Website50020040%
Facebook3006020%
Event1003030%
Referral1005050%

จากตัวอย่างนี้ Referral มี Conversion Rate สูงที่สุด แม้จะมี Lead ไม่มาก

ข้อมูลลักษณะนี้ช่วยให้ธุรกิจไม่ต้องดูเพียงว่า “ช่องทางไหนมี Lead เยอะที่สุด”

แต่สามารถถามต่อได้ว่า

“ช่องทางไหนนำ Lead ที่มีคุณภาพเข้ามามากที่สุด?”


4. Win Rate — อัตราการปิดการขายสำเร็จ

อีก KPI ที่สำคัญสำหรับทีมขายคือ Win Rate

Win Rate ช่วยตอบว่า

จาก Deal ที่เข้าสู่กระบวนการขาย มีสัดส่วนเท่าไรที่ปิดการขายสำเร็จ?

ตัวอย่างเช่น

ในเดือนหนึ่งมี Deal ที่ปิดผลแล้ว 50 รายการ

  • Closed Won = 20
  • Closed Lost = 30

Win Rate =

20 ÷ (20 + 30) × 100 = 40%

การดู Win Rate ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็นประสิทธิภาพของ Sales Process ได้ดีขึ้น

และยังสามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้ เช่น

  • Sales คนไหนมี Win Rate สูง?
  • สินค้าไหนปิดง่าย?
  • ลูกค้าจากช่องทางไหนมีโอกาสซื้อสูง?
  • Deal ขนาดใหญ่มี Win Rate ต่ำหรือไม่?
  • สาเหตุที่แพ้การขายคืออะไร?

ดังนั้นถ้า Dashboard มีเพียงยอดขาย แต่ไม่มี Win Rate อาจยังมองไม่เห็นประสิทธิภาพของกระบวนการขายทั้งหมด


5. Sales Cycle Length — ระยะเวลาที่ใช้ในการปิดการขาย

KPI ตัวสุดท้ายคือ Sales Cycle

เป็นตัวเลขที่ช่วยตอบคำถามว่า

ตั้งแต่เริ่มมีโอกาสขายจนปิด Deal ใช้เวลานานแค่ไหน?

ตัวอย่าง

Dealวันที่เริ่มวันที่ปิดSales Cycle
Deal A1 มิ.ย.15 มิ.ย.14 วัน
Deal B5 มิ.ย.5 ก.ค.30 วัน
Deal C10 มิ.ย.25 ก.ค.45 วัน

หากค่าเฉลี่ย Sales Cycle เพิ่มขึ้นจาก 30 วันเป็น 50 วัน ผู้บริหารอาจต้องตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้น เช่น

  • ลูกค้าตัดสินใจช้าลง
  • ขั้นตอนอนุมัติมากขึ้น
  • Sales Follow-up ไม่ต่อเนื่อง
  • Proposal ใช้เวลานาน
  • Deal ติดอยู่ในบาง Stage
  • มีขั้นตอนภายในที่ซับซ้อนเกินไป

นี่เป็นเหตุผลที่ Sales Cycle ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงตัวเลขรายงาน แต่ควรใช้เป็นสัญญาณเตือนเพื่อปรับปรุงกระบวนการขาย


สรุป 5 KPI สำคัญใน Dashboard Zoho CRM

KPIตอบคำถามอะไร?เหมาะกับใคร
Sales Revenueขายได้เท่าไร?ผู้บริหาร / Sales Manager
Pipeline Valueมีโอกาสขายเท่าไร?ผู้บริหาร / Sales Manager
Conversion RateLead เปลี่ยนเป็นโอกาสขายได้ดีแค่ไหน?Marketing / Sales
Win Rateปิด Deal สำเร็จกี่เปอร์เซ็นต์?Sales / Manager
Sales Cycleใช้เวลาปิดการขายนานเท่าไร?Sales Manager / ผู้บริหาร

เมื่อดูทั้ง 5 KPI พร้อมกัน จะเห็นภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำของ Sales Process

Lead → Opportunity → Pipeline → Won → Revenue


Dashboard Zoho CRM สำหรับผู้บริหารควรดูอะไรบ้าง?

Dashboard ของผู้บริหารไม่ควรเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ไม่จำเป็น

ควรเน้นตัวเลขที่ช่วยตอบคำถามสำคัญ เช่น

1. ตอนนี้ยอดขายเป็นอย่างไร?

ดู Revenue vs Target

2. เดือนหน้ามีโอกาสขายมากแค่ไหน?

ดู Pipeline Value

3. Lead ที่เข้ามามีคุณภาพหรือไม่?

ดู Conversion Rate

4. ทีมขายปิด Deal ได้ดีหรือไม่?

ดู Win Rate

5. กระบวนการขายช้าหรือเร็ว?

ดู Sales Cycle

นี่คือเหตุผลที่ Dashboard สำหรับผู้บริหารควรเน้น KPI ที่นำไปตัดสินใจได้ มากกว่าการแสดงข้อมูลทุกอย่างที่มีใน CRM


Dashboard สำหรับ Sales Manager ควรต่างจากผู้บริหารอย่างไร?

คนละตำแหน่งอาจต้องการข้อมูลคนละแบบ

KPI / Dataผู้บริหารSales ManagerSales
Revenue
Pipeline
Conversion Rate
Win Rate
Sales Cycle
Performance รายคน
Deal ที่ต้อง Follow-up
Task ค้าง
Lead รายบุคคล

ผู้บริหารควรเห็นภาพรวม

Sales Manager ควรเห็นภาพรวม + จุดที่ต้องแก้

Sales ควรเห็นข้อมูลที่ช่วยให้รู้ว่า “วันนี้ต้องทำอะไร”

การออกแบบ Dashboard จึงไม่ควรใช้หน้าเดียวกันกับทุกคนโดยไม่ปรับมุมมอง

Zoho CRM
CRM
KPI

5 KPI นี้เพียงพอสำหรับทุกธุรกิจหรือไม่?

ไม่จำเป็น

5 KPI ที่กล่าวมาถือเป็น Core KPI ที่เหมาะกับการเริ่มต้น แต่ธุรกิจแต่ละประเภทอาจต้องเพิ่มตัวชี้วัดเฉพาะ

ตัวอย่างเช่น

ธุรกิจ B2B

อาจเพิ่ม

  • Average Deal Size
  • Sales Cycle
  • Pipeline Coverage
  • Win Rate

ธุรกิจ E-commerce

อาจเน้น

  • จำนวนลูกค้าใหม่
  • Repeat Purchase
  • Average Order Value
  • Customer Lifetime Value

ธุรกิจบริการ

อาจเพิ่ม

  • Renewal Rate
  • Customer Retention
  • Service Response Time
  • Contract Value

ดังนั้น อย่าเลือก KPI เพราะเห็นว่าธุรกิจอื่นใช้ แต่ควรเลือกจากเป้าหมายและกระบวนการของธุรกิจตัวเอง


วิธีเลือก KPI สำหรับ Dashboard Zoho CRM

ใช้หลักง่าย ๆ 4 ข้อ

1. KPI ต้องตอบเป้าหมายธุรกิจ

ถ้าต้องการเพิ่มยอดขาย ก็ควรมี Revenue และ Pipeline

2. ต้องมีข้อมูลใน CRM เพียงพอ

ถ้าพนักงานไม่บันทึกข้อมูลให้ครบ KPI ก็อาจไม่สะท้อนสถานการณ์จริง

3. ต้องนำไปใช้ตัดสินใจได้

ถ้าเห็นตัวเลขแล้วไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ KPI นั้นอาจยังไม่เหมาะกับ Dashboard

4. อย่าใส่มากเกินไป

Dashboard ที่ดีไม่จำเป็นต้องมี 20–30 KPI

บางครั้ง 5–10 KPI ที่สำคัญจริง ๆ มีประโยชน์มากกว่าการใส่ข้อมูลเต็มหน้าจอ


ตัวอย่างโครงสร้าง Dashboard Zoho CRM

สามารถแบ่ง Dashboard เป็น 3 ส่วนได้

ส่วนที่ 1: Executive Overview

  • Total Revenue
  • Revenue vs Target
  • Pipeline Value
  • Win Rate

ส่วนที่ 2: Sales Performance

  • Revenue by Sales
  • Deal by Sales Stage
  • Conversion Rate
  • Sales Cycle

ส่วนที่ 3: Action Required

  • Deal ที่ใกล้ปิด
  • Deal ที่ไม่มี Activity
  • Follow-up ที่ค้าง
  • Deal ที่เกินกำหนด

โครงสร้างนี้ช่วยให้ Dashboard ไม่ได้มีไว้แค่ “ดูตัวเลข” แต่สามารถใช้เพื่อ “ดู → วิเคราะห์ → ลงมือทำ”


สิ่งที่ต้องระวังในการทำ KPI Dashboard

ปัญหาที่พบได้บ่อยไม่ได้เกิดจากตัว Dashboard แต่เกิดจาก คุณภาพของข้อมูล

เช่น

  • Sales ไม่อัปเดต Stage
  • ปล่อย Deal ค้างนาน
  • ไม่กรอก Lead Source
  • ไม่บันทึกวันที่ติดต่อลูกค้า
  • ปิด Deal โดยไม่ระบุเหตุผล
  • มีข้อมูลซ้ำ
  • ใช้ชื่อ Stage ไม่เหมือนกัน

เมื่อข้อมูลต้นทางไม่ถูกต้อง ต่อให้ Dashboard สวยแค่ไหน ตัวเลขก็อาจไม่ช่วยในการตัดสินใจ

ดังนั้นก่อนสร้าง Dashboard ควรจัด CRM Data Structure และ Sales Process ให้เป็นมาตรฐานก่อน


สรุป

5 KPI สำคัญที่ควรมีใน Dashboard Zoho CRM ได้แก่

  1. Sales Revenue – รู้ว่ายอดขายเกิดขึ้นแล้วเท่าไร
  2. Pipeline Value – รู้ว่ามีโอกาสขายในมือเท่าไร
  3. Conversion Rate – รู้ว่า Lead เปลี่ยนเป็นโอกาสขายได้ดีแค่ไหน
  4. Win Rate – รู้ว่าทีมขายปิด Deal สำเร็จมากน้อยเพียงใด
  5. Sales Cycle – รู้ว่ากระบวนการขายใช้เวลานานเท่าไร

แต่สิ่งสำคัญกว่าการมี KPI ครบทั้ง 5 ตัว คือ การนำตัวเลขไปใช้จริง

Dashboard ที่ดีควรทำให้ผู้บริหารตอบคำถามได้ภายในไม่กี่วินาทีว่า

ยอดขายตอนนี้เป็นอย่างไร?

Pipeline เพียงพอหรือไม่?

ทีมขายกำลังติดตรงไหน?

และควรเข้าไปแก้ปัญหาจุดใดก่อน?

เมื่อ Dashboard ถูกออกแบบจากคำถามทางธุรกิจ ไม่ใช่แค่จากข้อมูลที่มีอยู่ใน CRM ระบบก็จะกลายเป็นเครื่องมือช่วยบริหารทีมขายได้จริง


FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ KPI Dashboard Zoho CRM

KPI สำคัญที่ควรมีใน Dashboard Zoho CRM มีอะไรบ้าง?

แนะนำให้เริ่มจาก Sales Revenue, Pipeline Value, Conversion Rate, Win Rate และ Sales Cycle เพราะครอบคลุมทั้งยอดขาย โอกาสขาย ประสิทธิภาพของ Lead และกระบวนการปิดการขาย

Dashboard Zoho CRM ควรมี KPI กี่ตัว?

ไม่มีจำนวนตายตัว แต่ควรเริ่มจาก KPI ที่สำคัญประมาณ 5–10 ตัวก่อน เพื่อให้ผู้ใช้งานเห็นข้อมูลที่จำเป็นและไม่เกิด Information Overload

KPI ไหนสำคัญที่สุดสำหรับผู้บริหาร?

โดยทั่วไป Revenue และ Pipeline เป็นตัวเลขสำคัญสำหรับมองภาพรวมธุรกิจ แต่ควรดูร่วมกับ Win Rate และ Sales Cycle เพื่อเข้าใจคุณภาพและประสิทธิภาพของกระบวนการขาย

Pipeline Value คือยอดขายที่จะได้รับแน่นอนหรือไม่?

ไม่ใช่ Pipeline Value คือมูลค่ารวมของโอกาสขายที่อยู่ในกระบวนการขาย ไม่ได้หมายความว่า Deal ทั้งหมดจะปิดเป็นยอดขายจริง จึงควรพิจารณา Stage และโอกาสปิดการขายประกอบด้วย

Win Rate คำนวณอย่างไร?

สามารถคำนวณแบบพื้นฐานได้จาก

Win Rate = จำนวน Closed Won ÷ (Closed Won + Closed Lost) × 100

ควรกำหนดวิธีคำนวณให้ชัดเจนและใช้หลักเดียวกันเมื่อนำไปเปรียบเทียบแต่ละช่วงเวลา

Dashboard Zoho CRM ใช้ข้อมูลของ Sales แต่ละคนได้หรือไม่?

ได้ โดยสามารถออกแบบมุมมองเพื่อดูผลงานของ Sales แต่ละคน เช่น Revenue, จำนวน Deal, Pipeline, Win Rate และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการขาย ทั้งนี้รายละเอียดที่แสดงขึ้นอยู่กับโครงสร้างข้อมูลและสิทธิ์การเข้าถึงที่ตั้งค่าไว้

ควรดู Dashboard ทุกวันหรือทุกสัปดาห์?

ขึ้นอยู่กับ KPI หากเป็นตัวเลขที่ใช้บริหารงานขาย เช่น Pipeline, Follow-up หรือ Deal ที่กำลังจะปิด สามารถติดตามได้บ่อย ส่วน KPI ระดับภาพรวม เช่น Monthly Revenue หรือ Win Rate อาจเหมาะกับการดูเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน


#ZohoCRM #ZohoCRMDashboard #KPI #SalesKPI #CRM #Dashboard #SalesDashboard #ทีมขาย #บริหารทีมขาย #ยอดขาย #SalesPerformance #Automation #ธุรกิจSME #Zoho

➡️ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมทาง LineOA @Blackcatdesign
➡️หากสนใจติดต่อได้ที่ Facebook นี้ได้เลย คลิ๊ก!!
➡️ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่ 👈

Share:

Facebook
Twitter
LinkedIn
Zoho CRM CRM KPI

More Posts

บ้านน็อคดาวน์

บ้านน็อคดาวน์ชั้นเดียว เหมาะกับครอบครัวขนาดเล็กไหม?

สำหรับครอบครัวขนาดเล็กที่มีสมาชิกประมาณ 1–3 คน การสร้างบ้านไม่จำเป็นต้องเริ่มจากบ้านหลังใหญ่เสมอไป ปัจจุบัน บ้านน็อคดาวน์ชั้นเดียว เป็นอีกทางเลือกที่ได้รับความสนใจ เพราะมีรูปแบบกะทัดรัด วางแผนพื้นที่ได้ง่าย ใช้ระยะเวลาก่อสร้างหรือประกอบหน้างานค่อนข้างสั้น และสามารถออกแบบพื้นที่ให้ตรงกับการใช้งานจริงได้

ออกแบบบูธ

ออกแบบบูธให้รองรับการเปลี่ยนรูปแบบใช้งานในอนาคต

การออกบูธแต่ละครั้งไม่ได้หมายความว่าพื้นที่ ขนาดบูธ หรือรูปแบบกิจกรรมจะเหมือนเดิมเสมอ ครั้งหนึ่งอาจใช้พื้นที่สำหรับโชว์สินค้า แต่ครั้งต่อไปอาจต้องเพิ่มโต๊ะเจรจาธุรกิจ จุดสาธิตสินค้า หรือพื้นที่สำหรับ Live Presentation ดังนั้นการ ออกแบบบูธ ที่ดีจึงไม่ควรมองเฉพาะการใช้งานครั้งปัจจุบัน แต่ควรวางโครงสร้างให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ในอนาคตด้วย

รับออกแบบบูธ

รับออกแบบบูธสำหรับพูดคุย One-on-One กับลูกค้า

การออกบูธไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทำให้คนหยุดมองหรือเข้ามาชมสินค้าเท่านั้น สำหรับธุรกิจ B2B สินค้ามูลค่าสูง หรือบริการที่ต้องอธิบายรายละเอียด การมีพื้นที่สำหรับพูดคุยกับลูกค้าแบบ One-on-One เป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยให้ทีมขายนำเสนอข้อมูล เข้าใจความต้องการ และต่อยอดไปสู่การเจรจาธุรกิจได้ง่ายขึ้น

Black Cat Design

14/2 ถนนเพิ่มสิน
แขวงออเงิน เขตสายไหม
กรุงเทพมหานคร 10220

ระบบองค์กร Zoho
ออกแบบ ติดตั้ง รื้อถอน

ระบบองค์กร Zoho

เว็บไซต์

รับออกแบบ
และติดตั้งรื้อถอน

งานบูธ

รับสมัครข่าวสารจากเรา

Contact With Us

Copyright © 2023 BlackCatDesign.co.th

สงวนสิทธิ์ทุกประการ

เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์์ 0135563013064

Add LINE