ออกแบบบูธสำหรับแบรนด์สินค้าหลายหมวด จัดอย่างไรไม่ให้รก

สำหรับแบรนด์ที่มีสินค้าหลายประเภท การออกแบบบูธควรเริ่มจากการ แบ่งสินค้าเป็นกลุ่มตามประเภท การใช้งาน หรือกลุ่มลูกค้า แล้วกำหนดพื้นที่แสดงสินค้าแต่ละกลุ่มให้ชัดเจน โดยใช้สี ป้าย ชั้นวาง หรือรูปแบบ Display ช่วยแยกโซน สิ่งสำคัญคือไม่จำเป็นต้องนำสินค้าทุก SKU มาแสดงภายในบูธ แต่ควรเลือก สินค้าหลัก สินค้าขายดี และสินค้าใหม่ เป็นตัวแทนของแต่ละหมวด พร้อมจัดเส้นทางการเดินให้ลูกค้าสามารถมองเห็นภาพรวมของแบรนด์ได้ตั้งแต่หน้าบูธ ก่อนเลือกเข้าไปดูสินค้าในหมวดที่สนใจ

ออกแบบบูธให้เหมาะกับแบรนด์ที่มีสินค้าหลายหมวดหมู่ จัดพื้นที่อย่างไรให้ดูครบ แต่ไม่รก

ออกแบบบูธ
ออกแบบบูธ

แบรนด์ที่มีสินค้าหลายหมวดหมู่มักเจอปัญหาเดียวกันเมื่อต้องออกงานแสดงสินค้า คือ อยากนำสินค้ามาโชว์ให้ครบ แต่พื้นที่บูธมีจำกัด หากวางทุกอย่างรวมกันโดยไม่มีการแบ่งโซนที่ชัดเจน บูธอาจดูแน่น ลูกค้าไม่รู้ว่าควรเริ่มดูจากตรงไหน และจุดเด่นของสินค้าแต่ละกลุ่มอาจถูกกลืนไปกับภาพรวม

ดังนั้น การ ออกแบบบูธสำหรับแบรนด์ที่มีสินค้าหลายหมวดหมู่ ไม่ได้อยู่ที่การทำชั้นวางให้มากที่สุด แต่ต้องวางระบบพื้นที่ให้ลูกค้าเข้าใจแบรนด์ได้ง่าย เดินชมสินค้าได้เป็นธรรมชาติ และยังคงภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน


ทำไมการออกแบบบูธสำหรับแบรนด์หลายหมวดหมู่จึงยากกว่าบูธทั่วไป?

บูธที่มีสินค้าเพียงกลุ่มเดียวสามารถสร้างจุดเด่นได้ค่อนข้างตรงไปตรงมา เช่น ใช้ Hero Product หนึ่งชิ้นเป็นจุดนำสายตา แล้วให้สินค้าอื่นสนับสนุนอยู่ด้านหลัง

แต่เมื่อแบรนด์มีสินค้าหลายหมวด เช่น

  • สินค้าสำหรับผู้บริโภคทั่วไป
  • สินค้าสำหรับธุรกิจ
  • สินค้ารุ่นมาตรฐาน
  • สินค้าพรีเมียม
  • สินค้าใหม่
  • สินค้าที่ต้องมีพื้นที่สาธิต

พื้นที่บูธจึงต้องรองรับทั้งการ展示สินค้า การสื่อสารแบรนด์ การพูดคุยกับลูกค้า และการเดินภายในพื้นที่พร้อมกัน

หากไม่มีการวาง Layout ที่ดี บูธอาจกลายเป็นเพียงพื้นที่รวมสินค้า แทนที่จะเป็นพื้นที่ที่ช่วยขายและสร้างประสบการณ์ให้กับแบรนด์


1. เริ่มออกแบบจากการจัดกลุ่มสินค้า ไม่ใช่เริ่มจากชั้นวาง

ก่อนเริ่มทำแบบบูธ ควรสำรวจว่าสินค้าทั้งหมดสามารถแบ่งออกเป็นกี่กลุ่ม และแต่ละกลุ่มมีความสำคัญต่อการขายมากน้อยเพียงใด

ตัวอย่างเช่น แบรนด์หนึ่งอาจมีสินค้า 5 หมวด แต่ไม่จำเป็นต้องแบ่งพื้นที่เท่ากันทั้งหมด หากหมวด A เป็นสินค้าหลักที่สร้างยอดขายมากที่สุด ก็ควรได้รับพื้นที่มากกว่าหมวดอื่น

ตัวอย่างการแบ่งพื้นที่

หมวดสินค้าบทบาทสัดส่วนพื้นที่โดยประมาณ
สินค้าหลักสร้างยอดขายหลัก30–40%
สินค้าใหม่สร้างความสนใจ15–20%
สินค้ารองเพิ่มทางเลือก15–20%
สินค้าพรีเมียมสร้างภาพลักษณ์10–15%
พื้นที่ Demo / Consultสนับสนุนการขาย15–20%

สัดส่วนเหล่านี้ไม่ใช่สูตรตายตัว แต่ช่วยให้ทีมออกแบบมองเห็นว่า สินค้าแต่ละประเภทควรได้รับพื้นที่มากน้อยเพียงใด


2. ใช้ Zoning ทำให้ลูกค้าเข้าใจสินค้าได้ตั้งแต่เดินเข้าบูธ

หนึ่งในเทคนิคสำคัญของการ ออกแบบบูธหลายหมวดสินค้า คือการแบ่งพื้นที่ออกเป็น Zone

ตัวอย่างเช่น

Zone A – New Product
ใช้สำหรับสินค้าใหม่หรือสินค้าที่ต้องการผลักดันเป็นพิเศษ

Zone B – Main Product
แสดงสินค้าหลักหรือกลุ่มสินค้าที่ต้องการสร้างยอดขาย

Zone C – Product Solution
จัดสินค้าเป็นชุดตามลักษณะการใช้งาน

Zone D – Consultation
ใช้สำหรับพูดคุยรายละเอียด ราคา หรือโครงการกับลูกค้า

การแบ่งโซนช่วยลดความรู้สึกว่าสินค้าเยอะเกินไป และทำให้ลูกค้าสามารถเลือกเดินไปยังกลุ่มสินค้าที่ตนเองสนใจได้ทันที


3. สร้าง Hero Product เพื่อดึงลูกค้าเข้าสู่บูธ

แม้แบรนด์จะมีสินค้าหลายหมวด แต่หน้าบูธไม่ควรพยายามนำทุกอย่างมาแข่งขันกันเรียกร้องความสนใจ

ควรเลือกสินค้าเด่นประมาณ 1–3 รายการ ให้ทำหน้าที่เป็น Hero Product

Hero Product อาจเป็น

  • สินค้าขายดีที่สุด
  • รุ่นใหม่ล่าสุด
  • สินค้าที่มีดีไซน์โดดเด่น
  • สินค้าที่สามารถสาธิตได้
  • สินค้าที่ช่วยให้คนเข้าใจธุรกิจของแบรนด์ได้รวดเร็ว

จากนั้นจึงค่อยกระจายสินค้าหมวดอื่นเข้าไปด้านในบูธ

วิธีนี้ช่วยให้หน้าบูธมีจุดโฟกัสที่ชัดเจน และไม่เกิด Visual Overload ตั้งแต่ครั้งแรกที่มองเห็น


4. ใช้สีและ Graphic แบ่งหมวดสินค้าโดยไม่ทำให้แบรนด์แตกออกจากกัน

การใช้สีเป็นวิธีที่ง่ายในการแยกหมวดสินค้า แต่ข้อควรระวังคือ หากแต่ละโซนใช้สีแตกต่างกันมากเกินไป บูธอาจดูเหมือนรวมหลายแบรนด์ไว้ด้วยกัน

แนวทางที่เหมาะสมคือใช้ สีหลักของแบรนด์เป็นพื้นฐาน แล้วเพิ่ม Accent Color สำหรับแต่ละหมวด

ตัวอย่าง

  • สีหลักแบรนด์: น้ำเงิน
  • Product A: น้ำเงิน + ฟ้า
  • Product B: น้ำเงิน + เขียว
  • Product C: น้ำเงิน + เหลือง

วิธีนี้ช่วยให้ลูกค้าแยกประเภทสินค้าได้ง่าย แต่ยังคงจำได้ว่าทั้งหมดอยู่ภายใต้แบรนด์เดียวกัน


5. ไม่จำเป็นต้องนำสินค้าทุก SKU มาแสดง

ความผิดพลาดที่พบได้บ่อยคือการพยายามนำสินค้าทุกรุ่นมาใส่ไว้ในบูธ เพราะต้องการให้ลูกค้าเห็นว่าสินค้ามีให้เลือกเยอะ

ในความเป็นจริง การแสดงสินค้ามากเกินไปอาจทำให้ลูกค้าเลือกได้ยากขึ้น

วิธีเลือกสินค้ามาแสดง

ควรเลือกจาก

  1. รุ่นที่ขายดีที่สุด
  2. รุ่นที่ต้องการผลักดัน
  3. รุ่นใหม่
  4. รุ่นที่แสดงความแตกต่างของแต่ละหมวด
  5. รุ่นที่สามารถดึงดูดสายตาได้

ส่วนสินค้าที่เหลือสามารถให้ลูกค้าดูผ่าน

  • Catalogue
  • Tablet
  • Interactive Screen
  • QR Code
  • Website หรือ Online Catalogue

ได้แทน

วิธีนี้ช่วยลดจำนวนสินค้าบน Display และทำให้บูธดูสะอาดขึ้นมาก


6. เลือกรูปแบบ Display ให้เหมาะกับสินค้าแต่ละประเภท

สินค้าแต่ละประเภทอาจไม่เหมาะกับ Display แบบเดียวกันทั้งหมด

รูปแบบ Displayเหมาะกับจุดเด่น
Wall Displayสินค้าขนาดเล็ก–กลางใช้พื้นที่แนวตั้งได้ดี
Island Displayสินค้าที่ต้องดูรอบด้านมองเห็นได้หลายทิศ
Shelf Displayสินค้าหลายรุ่นเปรียบเทียบสินค้าได้ง่าย
PodiumHero Productสร้างความโดดเด่น
Demo Counterสินค้าที่ต้องทดลองเพิ่มการมีส่วนร่วม
Digital Displayสินค้ามีหลาย SKUลดพื้นที่แสดงสินค้าจริง

การออกแบบบูธที่ดีจึงอาจใช้ Display หลายแบบร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องใช้ชั้นวางประเภทเดียวทั้งบูธ


7. ออกแบบเส้นทางเดินให้ลูกค้าเห็นสินค้าหลายหมวดอย่างเป็นธรรมชาติ

การวางสินค้าเป็นโซนอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะต้องคิดต่อว่าลูกค้าจะเดินผ่านโซนเหล่านั้นอย่างไร

เส้นทางที่ดีควรทำให้ลูกค้า

เห็นแบรนด์ → เห็นสินค้าเด่น → เลือกหมวดที่สนใจ → ทดลองหรือดูรายละเอียด → พูดคุยกับฝ่ายขาย

ตัวอย่าง Customer Journey ภายในบูธ

Entrance → Hero Product → Product Zone → Demo → Consultation → Exit

หาก Layout ทำให้ลูกค้าต้องย้อนกลับหรือเดินตัดกันบ่อย บูธอาจเกิดความแออัด โดยเฉพาะในช่วงที่มีผู้เข้าชมจำนวนมาก


8. ใช้ระดับความสูงช่วยสร้างลำดับของข้อมูล

การออกแบบ Display ไม่ควรวางสินค้าทุกอย่างไว้ระดับเดียวกัน

สามารถใช้ระดับความสูงต่างกันเพื่อสร้างลำดับสายตา เช่น

ระดับบน

ใช้สำหรับ

  • โลโก้
  • Category Name
  • Key Message

ระดับสายตา

ใช้สำหรับ

  • Hero Product
  • สินค้าขายดี
  • จุดขายสำคัญ

ระดับล่าง

ใช้สำหรับ

  • สินค้ารอง
  • ตัวอย่างเพิ่มเติม
  • Storage แบบซ่อน

เมื่อจัดลำดับข้อมูลแบบนี้ ลูกค้าจะสามารถอ่านบูธได้เร็วขึ้น แม้จะยังไม่ได้เดินเข้าไปด้านใน


9. รวมสินค้าเป็น Solution แทนการแบ่งตามประเภทอย่างเดียว

บางแบรนด์มีสินค้าจำนวนมากจนการแบ่งตาม Category อย่างเดียวอาจยังดูซับซ้อน

อีกวิธีหนึ่งคือแบ่งตาม ปัญหาหรือการใช้งานของลูกค้า

ตัวอย่างเช่น แทนที่จะแบ่งเป็น

  • Product A
  • Product B
  • Product C

อาจเปลี่ยนเป็น

  • Solution สำหรับสำนักงาน
  • Solution สำหรับโรงงาน
  • Solution สำหรับร้านค้า
  • Solution สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป

แนวคิดนี้เหมาะกับแบรนด์ B2B เพราะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า สินค้าแต่ละกลุ่มช่วยแก้ปัญหาอะไร


Category-Based กับ Solution-Based ต่างกันอย่างไร?

แนวทางCategory-BasedSolution-Based
วิธีแบ่งพื้นที่ตามประเภทสินค้าตามการใช้งาน
เหมาะกับสินค้าที่คนรู้จักอยู่แล้วสินค้าที่ต้องอธิบาย
ลูกค้าค้นหาสินค้าง่ายปานกลาง
การนำเสนอ Solutionปานกลางดีมาก
เหมาะกับ B2Bดีดีมาก
เหมาะกับ Retailดีมากดี

บางบูธสามารถใช้ทั้งสองแนวทางร่วมกัน เช่น แบ่งพื้นที่หลักตาม Solution แล้วภายในแต่ละโซนแบ่งสินค้าเป็น Category อีกครั้ง


10. อย่าลืมพื้นที่สำหรับพนักงานขาย

อีกจุดหนึ่งที่มักถูกลืมคือพื้นที่ทำงานของทีมขาย

เมื่อมีสินค้าหลายหมวด ลูกค้ามักมีคำถามมากขึ้น เช่น

  • รุ่นไหนแตกต่างกันอย่างไร
  • ตัวไหนเหมาะกับงานประเภทใด
  • ราคาแต่ละรุ่นต่างกันหรือไม่
  • สามารถสั่งผลิตหรือปรับแต่งได้หรือไม่

จึงควรมีพื้นที่สำหรับ

  • ยืนพูดคุย
  • นั่งปรึกษา
  • เปิด Catalogue
  • ดูตัวอย่าง
  • แลกนามบัตรหรือกรอกข้อมูล Lead

พื้นที่ส่วนนี้ไม่จำเป็นต้องใหญ่ แต่ควรแยกออกจากทางเดินหลัก เพื่อไม่ให้ขวางการเข้าชมสินค้า


บูธขนาดต่างกันควรจัดสินค้าหลายหมวดอย่างไร?

ขนาดบูธแนวทางที่แนะนำ
3×3 เมตรเลือก 2–3 หมวดหลัก + Digital Catalogue
3×6 เมตรแบ่ง 3–4 Product Zone
6×6 เมตรแบ่ง Zone + Demo + Consultation
6×9 เมตรขึ้นไปทำ Customer Journey เต็มรูปแบบ
Island Boothกระจาย Product Zone รอบพื้นที่และวาง Hero Product กลางบูธ

ยิ่งพื้นที่เล็ก ยิ่งต้องลดจำนวนสินค้าที่นำมาแสดง และเน้นการเลือกสินค้าที่เป็นตัวแทนของแต่ละหมวดให้ชัดเจน


ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการออกแบบบูธที่มีสินค้าหลายประเภท

นำสินค้ามาโชว์มากเกินไป

ทำให้บูธคล้ายพื้นที่จัดเก็บสินค้า และไม่มีจุดเด่น

ทุกหมวดแข่งขันกันเด่น

ทั้งสี ป้าย และ Graphic แย่งความสนใจกันจนลูกค้าไม่รู้ว่าควรมองอะไร

ไม่มี Category Sign

ลูกค้าเห็นสินค้าจำนวนมาก แต่ไม่รู้ว่าแต่ละโซนต่างกันอย่างไร

ทางเดินถูก Display บัง

เมื่อมีลูกค้าหลายคนพร้อมกันจะเกิดความแออัดทันที

ไม่มีสินค้า Hero

ลูกค้าที่เดินผ่านไม่สามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าแบรนด์ต้องการนำเสนออะไร


Checklist ก่อนออกแบบบูธสำหรับแบรนด์หลายหมวดสินค้า

ก่อนส่ง Brief ให้ทีมออกแบบ ควรเตรียมข้อมูลอย่างน้อยดังนี้

  1. มีสินค้าทั้งหมดกี่ Category
  2. หมวดไหนเป็นสินค้าหลัก
  3. หมวดไหนต้องการโปรโมตเป็นพิเศษ
  4. ต้องนำสินค้าจริงมาโชว์กี่ชิ้น
  5. มีสินค้าไหนต้อง Demo หรือไม่
  6. ต้องมีโต๊ะเจรจาหรือพื้นที่ Consultation หรือไม่
  7. ต้องมี Storage มากน้อยเพียงใด
  8. มีจอ TV หรือ Digital Catalogue หรือไม่
  9. ต้องการเก็บข้อมูล Lead จากผู้เข้าชมหรือไม่
  10. เป้าหมายหลักคือขายสินค้า เปิดตัวสินค้า หรือสร้าง Brand Awareness

ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้การออกแบบ Layout แม่นยำขึ้นตั้งแต่ต้น และลดการแก้แบบในภายหลัง


สรุป

การ ออกแบบบูธให้เหมาะกับแบรนด์ที่มีสินค้าหลายหมวดหมู่ ไม่ใช่การพยายามนำสินค้าทุกชิ้นมาแสดงภายในพื้นที่เดียว แต่คือการเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุดมาเล่าให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่าย

หลักสำคัญคือ

  • แบ่งสินค้าเป็น Zone
  • เลือก Hero Product
  • จัดลำดับความสำคัญของแต่ละหมวด
  • ใช้สีและ Graphic ช่วยนำทาง
  • เลือก Display ให้เหมาะกับสินค้า
  • วาง Customer Journey ให้ชัด
  • ใช้ Digital Catalogue ลดจำนวนสินค้าจริง
  • มีพื้นที่พูดคุยสำหรับทีมขาย

เมื่อทุกส่วนถูกวางอย่างเป็นระบบ แม้แบรนด์จะมีสินค้าหลายสิบหรือหลายร้อยรายการ ก็สามารถทำให้บูธดูเป็นระเบียบ เข้าใจง่าย และยังคงภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างครบถ้วน


FAQ คำถามที่พบบ่อย

แบรนด์ที่มีสินค้าหลายหมวดควรนำสินค้าทั้งหมดมาแสดงในบูธหรือไม่?

ไม่จำเป็น ควรเลือกสินค้าขายดี สินค้าใหม่ และสินค้าที่เป็นตัวแทนของแต่ละหมวดมาแสดง ส่วนสินค้าอื่นสามารถให้ลูกค้าดูผ่าน Catalogue เว็บไซต์ QR Code หรือหน้าจอดิจิทัลได้

ควรแบ่งโซนสินค้าในบูธอย่างไร?

สามารถแบ่งตามประเภทสินค้า กลุ่มลูกค้า ลักษณะการใช้งาน หรือ Solution ได้ โดยควรมีป้ายหรือ Graphic ช่วยบอกแต่ละโซนให้ลูกค้าเข้าใจได้ทันที

ถ้าบูธมีพื้นที่เล็กแต่สินค้ามีหลายประเภทควรทำอย่างไร?

ควรลดจำนวนสินค้าที่นำมาแสดงจริง เลือก Hero Product ของแต่ละหมวด และใช้ Digital Catalogue ช่วยนำเสนอสินค้าเพิ่มเติมแทนการเพิ่มชั้นวางจำนวนมาก

Hero Product คืออะไร?

Hero Product คือสินค้าที่ถูกเลือกให้เป็นจุดเด่นหลักของบูธ เช่น สินค้าขายดี รุ่นใหม่ หรือสินค้าที่สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ดีที่สุด

บูธที่มีสินค้าหลายหมวดควรใช้สีหลายสีหรือไม่?

สามารถใช้หลายสีได้ แต่ควรมีสีหลักของแบรนด์เป็นตัวเชื่อม แล้วใช้ Accent Color แยกแต่ละหมวด เพื่อให้ลูกค้าแยกโซนได้โดยที่ภาพรวมของบูธยังดูเป็นแบรนด์เดียวกัน

Product Zone กับ Solution Zone แบบไหนดีกว่า?

ขึ้นอยู่กับลักษณะสินค้า หากลูกค้ารู้จักประเภทสินค้าอยู่แล้ว Product Zone จะเข้าใจง่าย แต่หากสินค้าเน้นการแก้ปัญหาหรือเป็นสินค้า B2B การจัดแบบ Solution Zone มักช่วยให้ลูกค้าเข้าใจประโยชน์ของสินค้าได้เร็วกว่า

ควรมีพื้นที่พูดคุยกับลูกค้าในบูธหรือไม่?

ควรมี โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องอธิบายสเปก ราคา หรือโครงการ การมี Consultation Area จะช่วยให้ฝ่ายขายสามารถพูดคุยกับลูกค้าได้โดยไม่รบกวนพื้นที่แสดงสินค้า


#ออกแบบบูธ #รับออกแบบบูธ #บูธแสดงสินค้า #ออกแบบบูธแสดงสินค้า #BoothDesign #ExhibitionBooth #ProductDisplay #ออกแบบบูธสินค้า #รับทำบูธ #ผลิตบูธ #ออกแบบพื้นที่แสดงสินค้า #EventMarketing #ExhibitionDesign #ออกแบบบูธหลายสินค้า

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมทาง LineOA @Blackcatdesign
หากสนใจติดต่อได้ที่ Facebook นี้ได้เลย คลิ๊ก!!
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ คลิกที่นี่ 👈
บทความก่อนหน้าเกี่ยวกับ บูธ 👈

Share:

Facebook
Twitter
LinkedIn
ออกแบบบูธ

More Posts

รับทำบูธ

รับทำบูธให้ป้าย โลโก้ และข้อความมองเห็นชัดจากระยะไกล

สำหรับการรับทำบูธที่อยู่ในพื้นที่เปิด หัวมุม หรือมีผู้ชมจำนวนมาก การออกแบบป้ายควรเริ่มต้นพร้อมกับการออกแบบโครงสร้างบูธ ไม่ควรนำมาคิดเพิ่มเติมหลังโครงสร้างเสร็จแล้ว เพราะตำแหน่งคาน ความสูงบูธ และมุมมองจากทางเดินมีผลโดยตรงต่อการมองเห็นแบรนด์

Zoho CRM CRM Pipeline

Zoho CRM Pipeline คืออะไร?

Zoho CRM Pipeline คืออะไร? ทำความรู้จัก Sales Pipeline ใน Zoho CRM วิธีจัดการโอกาสการขาย ติดตามดีล และวางแผนยอดขายให้ทีมขายทำงานง่ายขึ้น

รับออกแบบบูธ

รับออกแบบบูธสินค้าแม่และเด็ก อบอุ่น เข้าถึงง่าย

บูธสินค้าแม่และเด็กที่ดีควรเน้นความอบอุ่น ความปลอดภัย และการเข้าถึงง่าย โดยเลือกใช้สีโทนอ่อน รูปทรงโค้งมน แสงสว่างที่นุ่มสบายตา และจัดทางเดินให้กว้างเพียงพอสำหรับผู้ปกครองที่พารถเข็นเด็กเข้ามาภายในบูธ

นอกจากนี้ ควรจัดสินค้าเป็นหมวดหมู่ชัดเจน มีพื้นที่ทดลองหรือสาธิตสินค้า และเลือกวัสดุที่ทำความสะอาดง่าย ไม่มีมุมแหลมคม การออกแบบควรสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและช่วยให้ผู้เข้าชมใช้เวลาอยู่ในบูธได้นานขึ้น

Black Cat Design

14/2 ถนนเพิ่มสิน
แขวงออเงิน เขตสายไหม
กรุงเทพมหานคร 10220

ระบบองค์กร Zoho
ออกแบบ ติดตั้ง รื้อถอน

ระบบองค์กร Zoho

เว็บไซต์

รับออกแบบ
และติดตั้งรื้อถอน

งานบูธ

รับสมัครข่าวสารจากเรา

Contact With Us

Copyright © 2023 BlackCatDesign.co.th

สงวนสิทธิ์ทุกประการ

เลขทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์์ 0135563013064

Add LINE